ไปอ่านเจอแทคนี้จากในบล๊อกของคุณZieghar อ่านแล้วรู้สึกว่า ดีเนาะ

ถ้าเกิดตอนที่เลือกคณะตอนนู้นได้อ่านอะไรแบบนี้ ชีวิตอาจจะไม่ใช่แบบนี้ก็ได้(หมายฟายว่าไง?)

ไม่รู้จะมีคนอ่านป่าวนะ แต่เผื่อมีน้องๆหนูๆคนไหนอยากเข้าคณะนี้แล้วโผล่เข้ามาอ่าน จะได้รู้ว่าธาตุแท้ของการเรียนทันตแพทย์น่ะมันเป็นยังไง

 

- ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่?

คณะทันตแพทยศาสตร์ (ส่วนสถาบัน อย่าให้บอกเลยดีกว่า เดี๋ยวจะเสื่อมเสียเปล่าๆ ก๊ากก!) ไม่มีสาขา เพราะว่าสาขาจะเลือกหลังจากที่เรียนจบไปแล้ว ต้องมาสอบเรียนต่ออีกที

โดยทั่วๆไปก็จะมีสาขาอยู่ประมาณนี้

-Operative dentistry เรียนอุดฟันโดยเฉพาะระดับเทพ เพราะบางทีเคสยากๆหมอฟันที่ไม่ชำนาญทำเองอาจจะทำไม่ได้หรือทำออกมาไม่ดี 

-Endodontic dentistry เรียนรักษาคลองรากฟัน ส่วนมากที่จบทันตแพทย์ทั่วไปก็จะรักษาได้ในฟันรากเดียว(พวกฟันหน้ากับฟันกรามน้อย) ส่วนฟันกรามก็อาจจะทำได้บ้างเป็นบางสถาบัน(บางที่ก็อาจจะไม่ได้ให้นศ.ลองทำในคนไข้จริง แต่สอนแค่ทฤษฏี)

-Prosthetic dentistry เรียนเกี่ยวกับการใส่ฟันเทียมทั้งหลายแหล่ด้วยทักษะระดับเทพ บางเคสยากๆก้ต้องส่งให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเค้าทำไปนะ คนเรามันจะเก่งทุกอย่างไม่ได้หรอก

-Periodontis dentistry(เขียนถูกป่าวหว่า) ภาคนี้จะเป็นเกี่ยวกับเหงือกทั้งหมดทั้งมวล ขูดหินปู เกลารากฟันรักษาดรคปริทันต์ระดับเทพ บางเคสที่รุนแรงมากๆก็ต้องส่งเค้า

-Maxillofacial อันนี้จบเป็นทันตแพทย์ธรรมดาทำไม่ได้นะคะ เป็นพวกใส่ตาเทียม ใบหูเทียม จมูกเทียม อะไรแบบนี้ ฟังดูไม่ค่อยเกี่ยวกับฟันเนาะ แต่จัดเป้นอีกงานนึงของทันตแพทย์หล่ะ

-surgery ก็ศัลยศาสตร์อ้ะค่ะ ตั้งแต่ถอนฟัน ผ่าฟันคุดเคสยากๆ ตัดปุ่มกระดูก(torus) ผ่าcyst(ซีส) เนื้องอกทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับใบหน้าและขากรรไกร

-occlusion เกี่ยวกับการสบฟันอ้ะ เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านความผิดปกติของข้อต่อและขากรรไกร(TMD) เช่นคนไข้อ้าปากแล้วมีเสียงคลิก หรือว่านอนกัดฟัน อะไรแบบนี้ 

-Orthodoctics หมอจัดฟันค่ะ เรียนจบ6ปีไม่สามารถจัดฟันแบบติดแน่นได้นะคะ ต้องมาเรียนต่อ

-ภาคเด็ก เกี่ยวกับเด็กอ้ะค่ะ ภาคนี้ต้องออกแนวนางงามนิดนึง 

-ทันตกรรมโรงพยาบาล อันนี้ไม่ทราบรายละเอียดเหมือนกัน

-ทันตกรรมชุมชน

น่าจะหมดแล้วมั้งคะ แต่ก้อาจจะมีบางสถาบันที่เปิดสาขาใหม่ๆสอน แต่โดยทั่วๆไปก็น่าจะมีประมาณนี้

- สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง?

เรียน6ปี ย้ำนะคะว่า ทันตแพทย์เรียน6ปี ชอบมีคนถามบ่อยๆว่าเรียน4ปีรึเปล่า? 5ปีรึเปล่า? 6ปีค่ะ 6ปี

3ปีแรกก็จะเน้นวิชา preclinic เรียนแทบไม่แตกต่างจากหมอเลยค่ะ มหาลัยที่เราเรียนปี1นี่คือบางวิชาก็เรียนกับหมอเลยจริงๆค่ะ(อาจจะไม่ได้เรียนในห้องเดียวกันแต่ข้อสอบชุดเดียวกันค่ะ)

อย่างปี1 เทอม1 ก็เหมือนเอาวิชาตอนม.ปลายมาทบทวนปรับพื้นฐาน+ลงลึกกว่าที่เคยเรียนบ้างเล็กน้อย(จริงๆก็ไม่นิด)ข้อสอบก็จะโหดว่าตอนม.ปลาย บางวิชาเป็นเขียนเช่นฟิสิกส์ อ้อ...มีสแตทด้วยนะ วิชาที่เรียนแล้วมึนมากๆ

แต่พอเทอม2ก็จะมีวิชาหน้าใหม่ที่โผล่เข้ามา เช่นorganicchemistry วิชานี้ยากบรรลัยจริงๆค่ะ แล้วก็มีพวกแคสคูลัสระดับเมพขิงๆ ODE อะไรพวกนี้ ประกอบกับมีแลปด้วย คือทุกแลปที่อ.อุ๊เคยพูดถึงไว้ ได้ทำหมดเลยค่ะ เจอกรดเจอด่างกันจริงๆ ไตเตรทกันจริงๆ ชีวะก็จะได้ส่องกล้องดูเหงือกปลาทอง ไรงี้อ้ะ มันส์ดี

นอกจากวิชาวิทย์ๆแล้วก็จะมีวิชาศิลป์มากๆ เช่น วิชาดนตรี(ไม่ใช่สอนเล่นดนตรีนะ แต่เป็นวิจารณ์ดนตรีไรเถือกๆนั้น) พละ(เปตอง เทนนิส ลีลาศ) เห้นว่าตอนนี้มีเรียนภาษาไทยด้วย! สังคม จิตวิทยา อะไรก็ว่าไปค่ะ

พอปี2 ก็ได้เข้ามาที่คณะ คือต่างคนต่างแยกแล้วค่ะ หมอก็ไปส่วนหมอ เภสัชก็ไปคณะเค้า เราก็มาคณะเรา แต่เนื้อหาก็ยังคงคล้ายๆกันอยู่ค่ะ ก็จะเรียน

-Gross anatomy(กายวิภาคศาสตร์)ได้ผ่าอาจารย์ใหญ่ค่ะ บางคนคิดว่าจะเรียนทันตะเพราะไม่อยากผ่าอาจารย์ใหญ่ขอบอกว่าคุณหนีไม่พ้น แล้วมันก็ไม่ได้น่ากลัวเหมือนอย่างที่คิดจริงๆนะคะ เท่าที่ได้คุยกับเพื่อนที่เรียนหมอดูก็เห็นจะแตกต่างกันตรงที่เราจะเน้นเรื่องHead&neck มากๆค่ะ คืออย่างหมอเค้าเรียนกันบล๊อกเดียว(2สัปดาห์)แล้วก็ผ่านไป แต่เราอุทิศทั้งเทอมให้มันเลยค่ะ ละเอียดมากๆ ต้องหาเส้นประสาททุกเส้นทุกแขนงและต้องจำมันให้ได้ด้วยค่ะ

-Microanatomy(จุลกายวิภาคศาสตร์)อันนี้ส่องกล้องดูส่วนประกอบของเซลล์เลยค่ะ ว่าอวัยวะนี้หน้าตาเป็นยังไง เพราะต้องเอาวิชานี้เป็นพื้นฐานของการไปเรียนต่อวิชา พยาธิวิทยา(Pathology)ที่จเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทั้งหมดค่ะ

-Microbiology เรียนเกี่ยวกับเชื้อโรคทั้งหลายทั้งแหล่ที่เรามองไม่เห็น เรียนว่าเชื้อแบครูปร่างยังไง แยกชนิด แล้วต้องรู้ว่าก่อโรคอะไรยังไง แลปของวิชานี้จะสนุกมากเลยค่ะ ได้streak plate คือเอาเชื้อมาเพาะบนอาหารเลี้ยงเชื้ออะค่ะ จะได้ลองswabเชื้อจากปากเพื่อนแล้วมาเพาะดู ทำเทสนั้นเทสนี้ ชิวๆค่ะ สนุกดี แต่เนื้อหาเยอะมาก

-Oral histology วิชานี้จะว่าด้วยวิวัฒนาการของฟันตั้งแต่ฟันยังไม่ขึ้นจนถึงฟันที่ขึ้นแล้วเลยค่ะ ดูเซลล์นั้นเซลล์นี้ ฟันเกิดมากจากเซลล์อะไร หน้าตาเป็นยังไง เหงือกส่องกล้องแล้วเป็นยังไง วิชานี้คณะอื่นคงไม่มีเรียน

-Pathology วิชานี้กว้างมากๆ เพราะจะต้องเรียนตั้งแต่ความผิดปกติทั้งหมดของร่างกาย และความผิดปกติของฟันในคนไข้เหล่านั้นค่ะ คือเรียนเยอะกว่าหมอมาอีกสเตปนึง แต่ส่วนมากก็จะเน้นเรื่องเกี่ยวกับภายในช่องปากมากกว่า เช่นมะเร็งในช่องปาก อะไรแบบนี้น่ะค่ะ เพราะว่าส่วนมากทันตแพทย์จะเป็นคนเจอ วิชานี้ต้องส่องกล้องค่ะ เพื่อเป็นการคอนเฟิร์มว่าคนไข้เป็นโรคอะไรกันแน่ 

-biochemistry อีกวิชาแห่งความยาก ยากมากๆค่ะ ต้องอาศัยความเข้าใจของเคมีและการท่องจำของชีวะ นรกจริงๆค่ะ วิชานี้ผ่านมาได้ถือว่าบุญมากๆแล้ว อ้อ มีแลปด้วยนะคะ บางแลปทดสองเอนไซม์ก้ต้องบ้วนน้ำลายออกมาทดลองกันเลยอ่ะค่ะ(ในน้ำลายมีเอนไซม์ชื่ออะไมเลส) *ต่างจากหมอที่ว่าเรามีเรียนวิชาเกี่ยวกับฟลูออไรด์แล้วก็น้ำลายโดยเฉพาะด้วยค่ะ(หรือว่าหมอก็เรียน)*

-Dental material อันนี้หมอไม่มีเรียนแน่ๆค่ะ วิชานี้เน้นเกี่ยวกับวัสดุที่ใช้ทางทันตกรรม ไม่ว่าจะอมัลกั้ม ลวด วัสดุพิมพ์ปาก เป็นการประยุกต์ที่น่าทึ่งมากๆ เพราะมันต้องจำเย้่อะะะมากกกก ข้อสอบก็ยาก

นอกจากนี้ก็จะมีวิชาพวก embryologyวิชานี้มีในหลักสูตรใหม่ เราก็ไม่ไ่ด้เรียนค่ะ วิชา...จำไม่ได้แล้ว 

วิชาที่เกี่ยวกับฟันวิชาแรกที่เีรียนก้คือวิชา

-Dental anatomyค่ะ ก็จะเรียนลักษณะกายวิภาคของฟัน ว่าฟันแต่ละซี่หน้าตาเป็นยังไง แล้วเราก้ต้องแยกฟันให้ได้ด้วย แบบหยิบฟันซึ่งนึงต้องบอกได้เลยว่าเป้นฟันซี่ไหนquadrantไหน  แลปของวิชานี้ก็จะเป็นการcarve wax หรือแกะแต่งขี้ผึ้ง ให้จากก้อนอะไรก็ไม่รู้ออกมาเป็นฟันที่มีส่วนประกอบทุกอย่างถูกต้องตามที่เรียนมา

ปี3 ก็จะเรียนคล้ายๆปี2 แต่จะมีวิชาเพิ่มความเหวี่ยงขึ้นมาก็คือ 

-Neuroanatomy เรียนทุกส่วนของสมอง ทั้งgrossและhisto(คือทั้งตาเปล่าและส่องกล้อง) เรียนเกี่ยวกับการรับรู้อันนี้ๆเกิดจากอะไร ผ่านส่วนไหนของสมอง...ปวดตับมากๆ

-Neurology เป็นเชิงคลีนิคของวิชาข้างบน อันนี้จะมาเป้นโรคๆแล้วมากกว่า (งงมะว่าทำไมเรียนทันตะต้องเรียงไรพวกนี้ด้วย)

-Physiology อันนี้ก็เป็นขั้นกว่าของbiochem ...หึหึ ฟิสิกส์อย่างเดียวก็แย่ มารวมกับชีวะอีก เป็นวิชาที่ต้องอาศัยความเข้าใจ+ท่องจำมากๆ คือมันไม่ได้เรียนลอยๆเหมือนชีวะแล้ว แต่จะเรียนระบบต่างๆภาคในร่างกายเรา เซลล์นี้หลั่งสารนี้สูตรเคมีเป็นไง อะไรบลาๆ

เห้นว่าหลักสูตรใหม่รวมอีก3วิชานี้ลงไปเรียนตอนปี2ด้วย....เหอะๆๆ โชคดีนะน้องๆ

จะเห็นว่าปี1+2ถึง3เนี่ยะ เน้นเลคเชอร์มากๆ นั่งเรียนตั้งกับ8โมงยัน4โมงเย็น(มีพักกลางวันนะ) ตรูดเมื่อยเลยค่ะ แล้วก็จะมีสอบเกือบทุกอาทิตย์ สลับวิชากันไป ไฟนอลก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีนะ จำได้ว่าตอนปี3สอบไฟนอลติดกัน3อาทิตย์ แทบเดี้ยง

แต่ปี3ก้ใช่ว่าจะมีแต่Preclinicอย่างเดียว จะมีพวกวิชาคลีนิคลงมาเรียนแล้วบ้าง เช่น

-Operative ว่าง่ายๆก็วิชาอุดฟันนั่นเองก็เริ่มจากเรียนเลคเชอร์ว่า ลักษะของฟันผุเป็นไง ต้องกรอฟันยังไง มีหลักอะไรว่าไป แล้วก็จะได้ลงแลป ฝึกกรอฟันอุดฟัน เริ่มจากฟันพลาสติก มาจนถึงฟันจริงในโมเดล

-ergonomics เป็นวิชาว่าด้วยการนั่งทำงานยังไงไม่ให้เมื่อย แล้วก็จับเครื่องมือยังไง

-prosthetic อันนี้ก็เรียนเกี่ยวกับการใส่ครอบฟันพลาสติก ต้องกรอฟันยังไง แล้วในแลปก็จะฝึกกรอฟันเพื่อสำหรับใส่ครอบฟันในฟันพลาสติก วัสดุต่างกันก็ต้องกรอต่างกันนะ

-Orthodontic อันนี้มึนมาก สอนตัดแต่งแคสหินปูนให้ทุกด้านสมมาตร แล้วก็สอนดัดลวดที่จะได้มาใช้ต่อตอนปี4ในงานทำฟันเทียมบางส่วนถอดได้ฐานอะครีลิค แล้วก็จะได้ลงคลีนิคฝึกพิมพ์ปากจริงๆ(กับเพื่อนตัวเองนั่นแหละ)

-occlusion อันนั้นเป็นภาคadvanceของdental anatomy เพราะนอกจากจะต้องได้รูปร่างของฟันที่ถูกต้องแล้ว คุณยังต้องแกะแต่งขี้ผึ้งให้มีการสบของฟันที่ถูกต้องด้วย

-oral examination เกี่ยวกับการตรวจโรคภายในช่องปาก มีโรคไรมั่ง 

-Perioฯ วิชาเกี่ยวกับเหงือและฟัน โรคปริทันต์มีขั้นตอนการเกิดยังไง รักษายังไง หินน้ำลาย(ผินปุน)เกิดจากอะไร บลาๆ วิชานี้จะได้ลงคลินิคขูดหินปูน(กับเพื่อน)อีกนั่นเอง

-radioฯ เกี่ยวกับวิชาเอ๊กซเรย์ เทคนิคการถ่ายเอ๊กซเรย์ทั้งหลายแหล่ การอ่านภาพx-rayต้องแยกระหว่างอันไหนเป็นความผิดปกติอันไหนปกติให้ได้ มีลงฝึกถ่ายจริงด้วย(กับเพื่อนเจ้าเดิม)

วิชาอื่นบลาๆ จำไม่ได้แล้ว

เอาจริงๆเพิ่งรู้สึกว่าได้เรียนทันตะแพทย์ก็เมื่อตอนอยู่ปี3นี่แหละ อยู่ปี3แล้วแต่รู้สึกเหมือนอยู่ปี1มากๆ

ต่อที่clinic อันนี้คงบอกละเอียดมากไม่ได้เพราะบางเรื่องก็ยังไม่รู้

แต่โดยทั่วๆไปก็จะเป็นการลงทำคนไข้จริง มีคนไข้เป็นของตัวเองแล้ว แต่ในขณะเดียวกันก้็ยังมีการเรียนเลคเชอร์อยู่ อย่างเช่นเรียนรักษารากฟัน+แลปในปี3เทอม2กับปี4เทอม1เพื่อที่จะทำคนไข้จริงตอนปี5และ6 เรียนฉีดยาชา(ลงคลีนิคจับคู่ฉีดกับเพื่อน)เรียนถอนฟันตอน ปี4เทอม1 เพื่อลงห้องศัลย์ถอนฟันตอนเทอม2 เรียนผ่าฟันคุดตอนปีเทอม2เพื่อลงทำคนไข้ตอนปี5อะไรแบบนี้

คลีนิคที่จะได้ลงเริ่มต้นก็จะเริ่มจาก คลีนิคอุดฟันกับขูดหินปูน ซึ่งเป็นสิ่งที่เรียนมาแล้วตอนปี3นั่นเอง

ส่วนวิชาทำฟันเทียมก็จะเรียนทั้งแลปทั้งเลคเชอร์เพื่อที่จะไปทำเคสคนไข้จริงในปี5

ปี4จะหนักเลคเชอร์+แลป แต่ทำคลีนิคไม่หนักมาก แต่จะออกแนวเครียดเรื่องคนไข้มากกว่า

การเรียนทันตะเนี่ยะ คนไข้เป็นพระเจ้าจริงๆนะ ถ้าคนไข้ไม่มาก็ชีวิตจบกันเลย 

นอกจากนั้นก้จะต้องทำวิจัยด้วยนะ เป็นหัวข้อที่เราเลือกตอนปี3 มาทำตอนปี4..เฮ้อ อะไรๆก็ปี4

ปี5จะเน้นที่คลีนิคแล้ว ยำมันเข้าทุกอย่าง อุดฟัน รักษาคลองรากฟัน ขูดหินปูน ใส่ฟัน บลาๆ 

ปี6เห็นรุ่นพี่เค้าชิวๆนะ ก็ตามเก็บเคสที่ยังไม่เสร็จอะไรที่ไม่ครบ แล้วก็จะไปออกชุมชนตอนเทอม2 อะไรทำนองนี้

- สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?

ทำฟันไง ทำให้คนที่ไม่มีฟันสามารถเคี้ยวอาหารได้อย่างปกติ ไม่ต้องกินอาหารเหลวทางสายยาง ทำให้คนหมดความทรมานจากโรคฟันผุ ปวดฟัน ทำให้คนมีฟันที่สวย ยิ้มได้อย่างมั่นใจ ไม่มีฟันเดี๋ยวเราเสกให้ได้ หมอฟันยิ่งกว่านักมายากลอีกขอบอก

- บอกเคล็ดลับการเรียนในสาขานี้อย่างคนมีกึ๋นมา 1 ข้อ

ถ้าเป็นเพศชาย จะเรียนสบายขึ้นอีก15% ...หึหึ

เอาจริงๆนะ...ก็จะต้องเป็นคนไม่เครียด เพราะทุกอย่างในคณะมันชวนให้เครียดไปหมด ทั้งสภาพแวดล้อม การแข่งขัน แล้วก็อาจารย์ มันชวนให้สุขภาพจิตเสียมากๆ ถ้ายิ่งเครียดก็ยิ่งไม่มีความสุขเข้าไปอีก ชีวิตที่แย่แล้วก็จะแย่เข้าไปมากกว่าเดิม

แต่ถ้าเป็นคนที่เก่งศิลปะจะสบายนะ เพราะทันตะ=ศาสตร์+ศิลป์ และไอ้ส่วนศิลป์นี่แหละที่อ.แต่ละคนเค้าจะมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน เป็นจุดกำเนิดของความเครียดที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

แล้วที่สำคัญก็คือ อย่าคิดแต่ว่าเอางานของตัวเองให้เสร็จแล้วไม่สนใจคนไข้

- อยากบอกน้องๆ ที่จะเลือกคณะนี้ว่า??

แน่ใจแล้วเหรอ? 555 

สำหรับคนที่คิดว่าจะเรียนทันตะเพราะไม่อยากเรียนหมอ หรือว่าที่บ้านอยากให้เีรียนบังคับให้เรียน ก็ขอให้คิดดูดีๆนะ การที่เราจะเอามือเข้าไปในปากคนอื่นเนี่ยะไม่ใช่ว่าจะทำได้กันทุกคน ถ้าเป็นคนรังเกียจอะไรพวกนี้ กลัวเลือด ไม่แนะนำนะ เพราะกว่าที่จะรู้ตัวว่าชอบหรือไม่ชอบมันช้าไง แล้วมันก็ช้าเกินกว่าจะหันหลังกลับแล้วด้วย

แล้วอีกอย่างก็คือ น้องมีใจรักงานบริการหรือเปล่า คนไข้คือพระเจ้านะจ๊ะ 

สังคมอยากได้หมอฟันที่ดี ไม่ใช่หมอฟันที่เก่ง แต่ถ้าเก่งและดีจะดีมาก

 

จบแระ...ยาวมาก

หวังว่าคงจะมีประโยชน์บ้างนะ 

 

พักยกจากการรีวิวทริปยุโรปในตำนาน(นานจริงๆ...จะ4เดือนแล้วยังไม่จบ)

มาเขียนอะไรเป็นวิชาก๊านวิชาการนิดนึงละกัน

หลังจากที่ขึ้นคลีนิคมาได้พักนึงแล้ว ก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างที่เป็นปัญหามากๆเกี่ยวกับการทำฟันในคนไข้จริง

อย่างแรกก็คือว่ามันยาก! เพราะคนไข้บางคนก็อ้าปากไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยให้ความร่วมมือ ต้องคอยบอกว่า

"อ้าปากหน่อยนะคะ" อยู่ตลอดเวลา เข้าถึงซี่ฟันยากกว่าในแลปเยอะ แถมยังมีลิ้นมีน้ำลายคอยเป็นตัวถ่วง...

 

แต่วันนี้ไม่ได้จะมาพูดถึงเรื่องนั้น

ปัญหาที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกหงุดหงิดตัวเองมากก็คือ การที่ต้องสื่อสารกับคนไข้ด้วยคำแปลไทยๆที่ฟังดูเข้าใจยากและเวิ่นเว้อมากมาย เพราะถ้าพูด technical termไปตรงๆคนไข้จะไม่เข้าใจ

และคนที่เคยไปทำฟันคงจะเคยได้ยินคุณหมอเค้าพูดๆกันด้วยภาษาที่ไม่เข้าใจใช่ไหม...โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เคยไปทำฟันตามคณะทันตแพทย์ของมหาลัยต่างๆ แล้วได้ยินอ.พูดกับลูกศิษย์หรือว่าอ.ด่าก็แล้วแต่ 

มันล้วนแต่มีศัพท์บางคำที่คุณไม่เข้าใจใช่หรือไม่

 

วันนี้ก็เลยอยากจะเอาศัพท์เทคนิคง่ายๆที่อยากให้คนอื่นๆที่ไม่ใช่ทันตแพทย์และนักษึกษาทันตแพทย์เข้าใจบ้าง

*แปลตามความเข้าใจของข้าพเจ้า อาจจะไม่ถูกต้องตามราชบัณฑิตฯ*

 

เริ่มต้นด้วยการ เรียกชื่อฟัน

ถ้าตามภาษาไทยก็จะไล่เป็น ฟันหน้า ฟันเขี้ยว ฟันกราม ใช่ไหม(ตามที่คนส่วนมากเข้าใจกัน)

แต่แท้จริงแล้ว ฟันหน้ายังแยกย่อยเป็น

ฟันตัดหน้าซี่กลาง=central incisor ส่วนมากจะเรียกสั้นๆว่า "central"

และ ฟันตัวหน้าซีข้าง=lateral incisorนิยมเรียกว่า"lateral"

ฟันเขี้ยวก็คงเข้าใจง่ายๆตามตัวอยู่แล้วเนาะ ฟันเขี้ยวภาษาปะกิตเค้าเรียก "canine"

ถัดจากฟันเขียวเข้าไปก่อนถึงฟันกราม ก็จะมีฟันอีกสองซี่ที่คนส่วนมากไม่รุ้ว่ามันเป็นฟันอะไร หน้าตาคล้ายๆลูกผสมระหว่างฟันเขี้ยวกับฟันกราม แต่จะฟันกรามก้ไม่ใช่เพราะซี่เล็กไป...คำตอบก็คือ

ฟันกรามน้อย=premolar ก่อนถึงฟันmolarนั่นเอง

ส่วนท้ายสุดก็ฟันกราม=molar ง่ายป้ะ

แต่มีวิธีที่ง่ายกว่านั้น ก้คือเรียกตามลำดับซี่เลย เค้าเรียกว่า two-digit system 

ก็คือ #XX

ตัวแรกเป็นควอแดนท์(บนขวา=1 บนซ้าย=2 ล่างซ้าย=3 ล่างขวา=4)

ตัวหลังเป็นซี่ฟัน 1-8 central=1 lateral=2 canine=3 ไล่ไปเรื่อยๆ ดูตามรูปเอา

*รูปจากในกูเกิ้ล แต่ข้าพเจ้าเลเบลเองนะเคอะ*

พอจะเข้าใจกันมากขึ้นยัง

ทีนี้ก็มาเรื่อง วัสดุอุด 

วัสดุอุด เรียกกันง่ายๆว่า "filling" แบ่งเป็น ชั่วคราว(temp.)กับถาวร

คนที่เคยแต่ไปทำฟันตามคลีนิคหรือทำกับทันตแพทย์คงไม่เข้าใจว่าจะอุดชั่วคราวไปเพื่ออะไร แต่สำหรับคนที่ไปทำฟันกับนศ.ทพ คงจะเข้าใจ...ที่ต้องอุดชั่วคราวเพราะว่าไม่สามารถอุดถาวรได้เสร็จในวันนั้นไงคะ

เราจะไม่พูดถึงtemp.ละกันนะ แต่จะพูดถึงวัสดุอุดถาวร ที่ตอนนี้เห็นมกาๆก็มีอยู่1กลุ่ม

 1.Amalgam(อมัลกัม) หรือที่เห็นเป็นสีเงินๆนั่นแหละมันเกิดจากการเอาโลหะเจือพวกทองแดงเงินตะกั่ว บลาๆจำไม่ได้มาผสมกับปรอท

ข้อดี - ราคาถูก แข็งแรง 

ข้อเสีย - ไม่สวย บางประเทศเค้ากลัวว่าจะมีปรอทปนเปื้อนออกมาก็เลยไม่ใช้แล้ว เช่น ญี่ปุ่น(

จริงๆก็มีแหละนะ ปรอทน่ะ  แต่มันก็ปนเปื้อนออกมาได้น้อยมากๆ โอกาสตายน้อยกว่าสูบบุหรี่เย้อะ!


 *เครดิตรูปจากอากู๋ www.travel-dental.com/.../fuellung2.jpg*

 2.composite(คอมโพสิต) หรือที่เค้าว่าอุดฟันสีเหมือนฟันนั่นหล่ะ อันนี้เป็นวัสดุพวก resin สวยใสงดงาม มีหลากหลายสีให้เลือก เป็นอีกหนึ่งมายากลในการหลอกหลวงของทันตแพทย์ ถ้าหมอฟันที่เทพมากๆ ขอบอกว่าดูออกยากมากๆว่านี่ฟันจริงหรือว่าฟันที่อุดมา

ข้อดี - สวยและเนียน(แน่ะหล่ะ)

ข้อเสีย -ไม่แข็งแรงเท่าอมัลกัม แต่เดี๋ยวนี้อะไรก็พัฒนาความแข็งแรงก็เลยมากขึ้น(แต่ก็ยังไม่เท่าอมัลกัมน่า) ราคาแพง ขั้นตอนยุ่งยาก มีการหดตัวหลังฉายแสงเลยทำให้เกิดการเสียวฟันได้เค้าเรียกว่า postoperative hypersensitivity

 

เนียนป้ะหล่ะ

 *เครดิตรูปจาก http://www.mygeneraldentist.com/userimages/composite-filling.jpg*

จบเรื่องวัสดุอุดหล่ะ ง่ายๆป้ะ 

มีอะไรอีกหว่า...พวกศัพท์พื้นๆละกันเนาะ

เช่นว่า รักษาคลองรากฟัน=endodontic treatment แต่เรียกสั้นๆกันว่าendo(เอนโด)

อ้อ เคยมีคนถามด้วยว่าจัดฟันภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ไม่ใช่ iron teeth(ฟันเหล็กนะจ๊ะ)แต่เป็น Orthodontic ออร์โธดอนติก ตะหากหล่ะ

อ้อ อีกเรื่องTop Hit ไม่พูดก็คงเชยแย่ เรื่อง ฟันคุด (ไม่ใช่ ฟันครุฑ นะจ๊ะ)

ฟันคุดหรือ impact teeth เนี่ยะจริงๆแล้วเค้าเอาไว้ใช้เรียกฟันที่ไม่สามารถขึ้นได้ ซึ่งส่วนมากจะเป็นฟันกรามซี่สุดท้ายหรือ ซี่8หรือ3rd molar (หลายชื่อมะ) 

บางคนก็ขึ้นได้ บางคนก็ขึ้นไม่ได้ บางคนปวด บางคนไม่ปวด  ซึ่งเป็นอะไรที่แล้วแต่เวรแต่กรรมจริงๆนะเรื่องๆนี้

 

*เครดิตจากhttp://gotoknow.org/file/dr-cheek/DSCN6244.JPG*

คนที่ฟันซี่8ขึ้นได้ก็อย่าได้ดีใจไป...เพราะแน่ใจแล้วเหรอว่าคุณสามารถทำความสะอาดได้ดีพอ

ฟันซี่ในสุด ลึกสุดใจ แปรงเข้าถึงยากที่สุด ใช้ไหมขัดฟันก็ยากสุด แล้วอย่าหวังว่าน้ำยาบ้วนปากทั้งหลายทั้งแหล่นั้นจะช่วยอะไรคุณได้...

ส่วนมากคนจะดูแลไม่ได้ และจะผุ....ดีไม่ได้พาลทำเอาซี่ติดกัน(ซี่7)ผุด้วยอีกต่างหาก ผุ1ได้ถึง2กันเลยทีเดียว

ส่วนคนที่ไม่มีอาการ ...ก็จงโปรดดีใจแล้วก็รีบไปเอามันออกซะ

หรือบางคนอาจจะคิดว่า ไม่เอาออกก็ไม่ตาย(พอๆกับฟันผุก็ไม่ถึงตาย)นั่นแหละ แต่รู้อะไรไหมว่าอีฟันซี่เดียวเนี่ยะ...อาจจะทำให้ชีวิตคุณอับเฉาได้ขนาดไหน

1.ทำความสะอาดไม่ได้ ฟันผุ ชวนให้ซี่ข้างๆผุด้วย

2.ฟันนอนตะแคงอยู่แล้วดันซี่ข้างๆรากละลาย สุดท้ายก็ต้องถอนออกแม่มทั้ง2(หรือจะถอนออก1แล้วไปจัดฟันอะไรก็ว่าไปนะ)

3.ดันฟันที่เหลือทั้งขากรรไกรนั้นเกเรกันอย่างไม่น่าให้อภัย แบบว่าคนที่ฟันซ้อนเกเพราะ ฟันคุดเนี่ยะมีเยอะอยู่นะ จากต้องเสียแค่ค่าฝ่าฟัน(หรือถอน)ไม่กี่ร้อย-หลักพัน ก็อาจจะต้องมาจัดปันซ฿่งสนนราคาในหลักหมื่น!

อีกอย่างที่เซ็งมากคือ ถอนเฉพาะซี่ที่มีอาการ ส่วนซี่ที่ไม่มีอาการก็เก็บไว้...จะเก็บไว้ทำไมเคอะ

จั่งซี้มันต้องถอน

วิธีแก้ไขก็ง่ายๆ ปวดก็ถอน เจ็บก็ถอน ...ถอนไม่ได้ก็ผ่าซะ 

การผ่าฟันคุดไม่ใช่เรื่องน่ากลัวนะ โอเคมันก็เจ็บแหละ ข้าพเจ้าผ่านประสบการณ์นั้นมาแล้ว และดีกรีความเจ็บของแต่ละคนก็จะไม่เท่ากัน แปรตามความยากง่าย ซึ่งก็ขึ้นกับเวรกับกรรมของแต่ละคนจริงๆ

ถ้ามีมันอยู่ก็รีบๆเอามันออกไปเหอะ แล้วชีวิตคุณจะดีขึ้น

 

จริงๆนะ

 

ปล.ไว้จะมาต่อเที่ยวเมืองโรมนะ ถ้าไม่ขี้เีกียจ

 

 


edit @ 5 Aug 2009 16:52:24 by jackky

หายไปนานเลยเนาะ ไม่ใช่อะไร ขี้เกียจนั่นเอง....ฮะฮะ ไหนๆก็เหลืออีกแค่ไม่กี่ตอนก็จะจบแล้ว มะต่อเถอะ!!

DAY8 - Venice Italy

เริ่มต้นวันตั้งกะเช้าตื่นประมาณตี5กว่าๆ อาบน้ำ สระผม(เพราะกะว่าเดี๋ยวคงจะไม่ได้อาบอีกนาน)แล้วก็กินมาม่าเป็นมื้อเช้าที่บ้านพี่แนท แล้วก็ออกไปสถานีรถไฟกันเพื่อหารถไฟไปเวนีซกันระหว่างนั้นพี่แนทก็คุยเรื่องที่พักที่ถามๆดูๆไว้ให้ทั้งที่เวนีซแล้วก็โรมเลย (ขอบคุณมากๆฮับ) ถ้าไม่ได้พี่แนทนี่ก็ไม่รู้จะเป็นไงเหมือนกันนะเนี่ยะ เพราะว่าที่อิตาลีคนแม่งวไม่พูดภาษาอังกฤษเลย(อีกแล้ว!)

นั่งเมโทรไปสถานีรถไฟcentralอีกตามเคย ที่มิลานเนี่ยะไม่มีความรู้เรื่องรถไฟใดๆทั้งสิ้นเลย เดินตามพี่แนท อย่างเดียว 

ตั๋วไปเวนีซมีอยู่2แบบ แบบแพงกับแบบถูก แบบแพงมี3รอบให้เลือกแต่แบบถูกมีให้เลือกรอบเดียว ราคาห่างกันประมาณครึ่งๆเลย....ไม่บอกก็รู้ว่ายาจกอย่างเราจะเลือกแบบไหน(แต่จำค่าตั๋วไม่ได้แล้วอ้ะ...นานเกิ๊น)

นั่งรอรถไฟไป พี่แนทก็ลองโทรถามโรงแรมที่โรมให้ ส่วนที่เวนีซเนี่ยะ อารมณ์ว่าโทรไปแล้วไม่มีคนรับหรืออะไรซักอย่าง ก็เลยตัดสินใจกับพี่ฝนว่าเดี๋ยวไปหาเอาดาบหน้า พวกเรามันเป็นพวกไม่มีแผนอะไรแน่นอน

flexibleได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว

ก่อนขึ้นรถไฟอีออนก็เลยไปหาห้องน้ำเข้าให้เรียบร้อยเพราะไม่อยากเข้าห้องน้ำบนรถไฟ ไม่รู้ว่ามันจะเหมือนที่เมืองไทยป่าวนะ แต่ก็อย่าเสี่ยงเลย ค่าเข้าห้องน้ำตามสถานีที่อิตาลีแม่งแพงบรม! 0.80ยูแน่ะ  คิดเป้นเงินไทยก็เกือบ40บาทเยอะนะ แพงโคตร ที่เบลเยี่ยม0.60ยูก็ว่าแพงนรกแล้ว...ม่าย ปกติอยู่ไทยที่มาบุญครอง2บาทก็บ่นจะตายแล้วนี่....โฮ ไม่อยากจะเซด แต่ก็ไม่มีทางเลือกง่ะ 

พี่เนทอยู่รอจนรถไฟออกเลยทีเดียว...ช่างเป็นคนดีอะไรแบบนี้ ขอให้พี่แนทเจอแต่คนดีๆนะฮับบบ ขอบคุณมากมาย 

บนรถไฟ สภาพดีกว่ารถไฟชั้น3บ้านเรา แต่ก็จำไม่ได้แล้วว่าแอร์ไหม แต่มันไม่เย็น แล้วอารมรืนั้นก็โคตรง่วง แต่ก้วิตกจริตเรื่องกระเป๋าสุดๆ เสื้อผ้าเป้ของข้าพเจ้าและคลังชอกโกแลตในกระเป๋าพี่ฝน หลับๆตื่นๆตลอดทางเพราะกลัวของหาย (ขึ้นชื่อว่าอิตาลีด้วยแล้ว หลอนขึ้นเป้นเท่าตัว!)

จังหวะที่หลับๆตื่นๆก้มองออกไปนอกหน้าต่าง...วิวสวยโคตรร

แบบเห้นทุ่งดอกไม้สีเหลืองสุดลูกหูลูกตา แม่ม สวยมาก(ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเป็นดอกอะไร) และเห็นภูเขาที่มีฟิมะคลุมอยู่ลิบๆ เกิดมาก็เพิ่งจะเคยเห็น สวยโคตรรรร เสียดายชะมัดที่ตอนนั้นไม่ควักน้องพอลล่าขึ้นมาถ่ายรูปไว้ 

ขอบอกว่าถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็นรถไฟของประเทศที่เจริญแล้ว แต่แม่งก็ไม่ได้ดีกว่าบ้านเราเท่าไหร่ ยังคงสติวหวานเย็น ช้าและเลทได้อีก อ๋อ...ใช่ซี! ตั๋วถูกสินะ ...ลืมไป

ตามตามรางเค้าว่าต้องถึงเวนีซตอนประมาณ11โมงหรือราวๆนี้ แต่ปรากฏว่าถึงจริงๆแม่งเกือบเที่ยงฮับท่าน            แ้ล้วบรรยากาศ ณ ตอนนั้นก็แบบ ความสวยงามของวิวสองข้างทางก็เริ่มไม่เหลือ  แล้วเวลานั่งรถไฟจะเกิดอารมร์วิตกจริตอีกอย่างก้คือ กูจะลงถูกสถานีไหม๊ว๊า...จะนั่งเลยป่าวว้า? เพราะงั้นแม่งก็เลยแบบต้องชะเง้อดูทุกครั้งที่รถไฟชะลอตัว กลัวลงผิด

ลงรถไฟที่สถานี ซานต้า ลูเซีย (ไม่รู้ว่าเป็นไรกับซานต้าคลอสป่าวนะ) ก็เอากระเป๋าไปฝาก พี่ฝนไปเข้าห้องน้ำ ณ ตอนนั้นคือเหมือนนักท่องเที่ยวถล่มมากๆ แบบคนเยอะมาจากไหนคร้า!! ต่อคิวนานมากกกกกก กรุ๊ปทัวร์เยอะมากๆ ลูกเด็กเล็กแดกเต็มไปหมด สมกับเป็นเมืองท่องเที่ยว คนเยอะยิ่งกว่าบรู้คอีกกก

สถานีซานต้า ลูเซีย...คนเยอะจริงพับผ่า

แล้วแบบว่าตื่นเต้นมากเลยนะตอนนั้น เวนีซที่ใครๆเค้าว่าสวยกันเมพขิงๆเนี่ยะ มาเห็นกับตาแล้วจะเป้นยังไงน้า น้ำจะเน่าตามที่เค้าว่าๆกันมาไหมน้อ แล้วมันจะสวยเท่าในรูปที่เคยเห็นอ้ะป่าว...ยอมรับว่าค่อนข้างคาดหวังไว้สูงกับทั้งเวนีซแล้วก็โรม..ก็เลยส่งผลให้รู้สึกผิดหวังหน่อยๆไปตามระเบียบ

เวนีซของจริงต้องมีคลองและสะพาน

คลองตรงกลางเรื่องgrand canal เล่นง่ายอีกตามเคย  ส่วนการเดินทางในเวนีซก้มีหลายแบบ แต่หลักๆส่วนมากจะเดินทางด้วยเรือ อื้ม คล้ายๆเรือข้ามฟากตรงท่าพระจันทร์ วังหลังอะไรแบบนั้นเลยอ้ะ แต่ดูหรูกว่าหน่อย แล้วก็เรือจะแบ่งเป็นสายๆไป เรียกว่า เรือเมล์ นั่นหล่ะเหมาะ ส่วนการซื้อตั๋วก็ไม่ได้ซื้อเป็นสถานีๆแต่ซื้อเป็นรายชั่วโมง 1ชั่วโมงเท่านี้ 1วันเท่านี้ จะนั่งไปกี่สถานีก็ได้ อะไรทำนองนั้น ก็คุยกับพี่ฝนว่าจะไปลงไหนดีอ่านตามไกด์บุ๊คไทย(ที่ไม่ค่อยช่วยอะไรเท่าไหร่)เค้าว่าให้ไปลง San marco อารมณ์ว่าถ้าเมาเวนีซแล้วไม่ไปที่นี่จะเสียหมามากๆ แล้วเรื่องไรจะเสียหล่ะ?

วิวสองข้างทางเรียบ grand canal

บ้านเรือนเค้าสวยนะดูเก่าๆคลาสสิคดี สีฉูดฉาดตัดกันไปมา สวยอ้ะ แล้วก็มีเรือกอนโดล่าล่องไปมา ส่วนไอ้เราก็ได้แต่มองเพราะค่าเช่าแพงสลัดมากกก!! 

สวยเนาะะ

อ้อ....น้ำไม่เน่าจะขอโบกกก ใสกว่าเจ้าพระยาบ้านเราเยอะ

คลองเล็กคลองน้อยเยอะแยะไปหมด

มาอิตาลีไม่เจอศิลปกรรมรูปโดมก็ใช่ที่ ..ของดีเค้าเลย ว่างั้น

นั่งไปจนเกือบสุดสายก็ลงที่ป้าน San marco ลงมาปุ๊บก็เจอกับฝูงชนและบรรดาแผงลอยที่ขายหน้ากากคาร์นิวัล

น่าซื้อป้ะ....แต่เงินไม่ถึงว่ะค่ะ แพ๊ง!

สวนหย่อมแถวๆนั้น พวกฝรั่งบ้านนอกเห่อตากแดดกันอีกตามเคย

จตุรัส San marco คนเป็นล้าน!!

ก็อย่างที่บอกไว้ว่าคนอีตาเลี่ยนแม่งบ้าจตุรัส ไปที่ไหนก็ต้องมีจตุรัีสนั่นนี่เต็มไปหมด...เข้าใจทำเนาะ 

บนเสาสูงๆนั่นเป้นรูปสิงโตมีปีก สัญลักษณ์ของเวนีซเค้าหล่ะ

 

หอระฆัง(Campanile) อีกหนึ่งจุดเด่นของแถวนี้่

หอระฆังอะเกนน...แบบมุมต่ำและไร้ซึ่งผู้คน

Basilica di San Marco

 

มหาวิหารที่ไม่สามารถเข้าไปได้เพราะว่าคนเยอะมาก ได้แต่ยืนถ่ายรูปตาปริบๆแล้วเดินผ่านเลยอย่างเสียดายโคตร!!!

 

Palazzo Ducale อีกหนึ่งสถานที่ ที่ไม่สามารถทนรอต่อคิวอันยาวเหยียดไหวทั้งๆที่อยากจะเข้าใจจะขาด โฮฮฮ เรื่องมันเศร้า

นาฬิกาข้างๆมหาวิหาร พิเศษตรงที่บอกเวลาได้24ชั่วโมง บอกข้างขึ้นข้างแรม บอกเดือนบอกราศี ฯลฯ เจ๋งยิ่งกว่าคาสิโอ้ที่ข้่อมือคุณแน่นอน!

อีกมุมของ Piazza San Marco (เปียซซ่า ไม่ใช่พิซซ่า)

หลังจากจนมุมที่ San Marco ก็เลยเดินลัดเลาะไปอย่างเหงาหงอยเพราะไม่สามารถเข้าไปดูอะไรข้างในได้แม้แต่น้อยนิด คนเป้นล้าน!!~ โน้วว นี่ตรูถ่อมาไกลอีกซีกโลกเพื่อที่จะได้เชยชมเพียงแต่ผิวนอกหรือนี่...แต่ก้จะทำอะไรได้ นอกจากทำใจ คนมันเยอะ ต่อคิวไม่ไหวจริงๆ แล้วอีกอย่างก็ไม่รู้ว่าจะซาบซึ้งกับมันคุ้มกับเวลาที่ต่อคิวไหม ส่วนอีกเหตุผลก้คือว่า...ในชีวิตนี้คงไม่ใช่ครั้งเดียวที่ได้ไปเวนีซ ไว้มาคราวหน้าค่อยดูแบบละเอียดก็ได้วะ(ฝันไว้งั้นแต่ไม่รู้จะได้ไปอีกไหมนะ....)

เดินลัดเลาะไปตามซอกซอย ที่เวนีซนี่หลงง่ายจริงๆนะ ทางที่คิดว่าเราเดินเป็นเส้นตรงแต่จริงๆแล้วเรากำลังเดินไปทางไหนแบบว่า ไม่สามารถเดาได้ถูกเลยจริงๆ!

เดินผ่านร้านเจลลาโต้ ไหนๆก็เก็บท้องไม่ยอมกินเจลลาโต้ที่ไหนเพราะจะมากินที่อิตาลี แล้วเรื่องไรมาแล้วจะไม่ลองหล่ะ

โคนแรกสนนราคาไปเกือบ2ยู(แพงนะ เพราะร้านถัดไปมันยูเดียว แม่ม!) เป็นรส mix berryอ้ะ ที่นี่แม่งชิมไม่ได้ ไม่เหมือนบ้านเราด้วย คนขายแม่งขี้เหนียว!!~

แต่ อร่อย อ้ะ.....

คลองเล็กคลองน้อยตามซอกตามซอย ข้ามสะพานกันเป็นว่าเล่น 

เมืองเค้าเป้นบล็อกๆบ้านส่วนมากก็จะเป็นห้องแถวสี่เหลี่ยมๆๆๆ ดูเหมือนๆกันไปหมด จนช่วยไม่ได้ที่จะแบบว่ารู้สึกอิ่มๆเหมือนทิวลิปที่อัมสเตอร์ดัมหรือบ้านเรือนแถวบรู้ค

สวยนะ แต่มันก็เหมือนๆกันไปหมด

 

เดินไปเรื่อยๆเริ่มรู้สึกตัวว่าหลงมาพักนึงแล้วแต่ก็ดั้งด้นเดินต่อไป ท้องเริ่มร้อง เจอร้านขายsnack แบบtake out ไม่มีปัญญานั่งร้านหรูๆ(หรือไม่ต้องหรูมาก)เลยอ้ะ รู้สึกว่าแพงไปหมดทุกอย่างยังไงไม่รู้วววว บอกไม่ถูก อารมณ์เหมือนบรู้ค(small venice)เลยทีเดียว ทั้งที่ตอนกินมื้อเย็นราคาก็ไม่ได้โหดมากมาย ที่จริงถูกกว่าบรัสเซลซะอีกแน่ะ

มื้อเช้าควบเที่ยงเป็นอะไรก็ไม่รู้ แต่ว่าชิ้นใหญ่มาก มันเป้นแป้งพิซซ่าที่มีแฮมแล้วก็ผักอีกเป็นตันในนั้น เหมือนจะแข็งแต่นิ่มนะ(ฟันข้าพเจ้ากัดอะไรไม่ค่อยเข้ายังกัดได้)ที่สำคัญ อร่อยและถูก...ชิ้นบึ้มอิ่มไปถึงชาติหน้า ราคา3ยูเอง

เดินไปกินไป ชอบบ้านสีเหลืองแบบที่ไม่มีนัยยะทางการเมืิองใดๆ

โอ๊ยอิจฉา..อยากมีแควน!!

หลังจากเดินวนเรื่องเปื่อย(หลงนั่นแหละ)เราก็กลับมาสู่grand canalโดยไม่รู้ตัว เดินข้ามสะพานไปอีกฝั่ง ตั้งใจจะไปดูพิพิธภัณฑ์เพกกี้ กุ๊กเก้นไฮม์ แบบว่า no idea ว่าชีเป้นใครอ้ะนะ แต่จริงอยากไปดูผลงานของปิกัซโซ่มากกว่าเดินไปที่ท่าเรือ Accdemia แล้วก็มองหาตัวเลข 704(อารมณ์บ้านเลขที่นั่นหล่ะ) บ้านที่เวนีซเค้าจะมีตัวเลขบอกหน้าบ้าน ดูงงๆเพราะแม่งไม่เรียงกัน หลงง่ายสุดๆ!! แต่สุดท้ายก็เจอ โดนค่าเข้าไปหลายยูอยู่เหมือนกัน แต่ได้ใช้บัตรนักศึกษาลดไป

ชอบอ้ะ อันนี้ติดอยู่ตรงกำแพง ถ้าตอนกลางคืนเปิดไฟคงสวย

ที่นี่มันเป็นอารมณ์พิพิธภัณฑ์ของmodern artเลยนะ เป็นเหมือนคอลเลคชั่นส่วนตัวของเจ้เพกกี้ที่ชีซื้อสะสมตามประสาคนรวยแล้วพอชีตายก็เลยเปิดให้คนเข้าชมอะไรทำนองนั้น คนรวยทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด

ที่สำคัญคือว่า ดูไม่รู้เรื่องอ่ะ!!!

เข้ามิวเซียมที่ไหนๆก็ยิ่งทำให้คิดถึงลูฟร์ เริ่มรักปารีสขึ้นมามั่งแระ เพราะส่วนมากมิวเซี้ยมที่ประเทศอื่นๆอาทิเช่นที่บรัสเซล แม่งค่าเข้าแพ๊ง แต่ข้างในกากเหี้ยๆไม่มีอะไรเล้ย...ลูฟร์ 9 ยู ดูไปเหอะ นั่งนอนได้ทั้งวันกันเลยทีเดียว

มีปิกัสโซ่อยู่2รูปมั้ง ดูแล้วก็ไม่รู้เรื่อง พยายามจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจอ้ะ คิดถึง Van Goh

เดินแป๊บเดียวก็หมดเพราะดูไม่รู้เรื่องอีกอย่างก็เรื่องเหนื่อยเริ่มง่วง เมื่อเช้าตื่นเช้าเกิ๊นแล้วก็ตอนนั่งรถไฟกแทบจะไม่ได้หลับ การเที่ยวติดกันยาวๆเริ่มออกฤทธิ์ละ

เดินหลงต่อ....ที่ไหนก็ไม่รู้ววว

หลง มั่ว

ที่ไหนก็ไม่รู้ววววว

หลังจากหลงไปพักใหญ่ก็เลยกลับไปเริ่มต้นที่ท่าเรือ ตั้งใจว่าจะไปโบสถ์อะไรสักอย่างนึง ก็เดินมั่วไปจนเจอค่าเข้าโบสถ์ประมาณ1ยูมั้ง ถูกดี สวยอยู่นะ แต่ยังไงก็สู้ฝรั่งเศสไม่ได้(ทีนี้หล่ะรักปารีสขึ้นมาเชียว) ดูอะไรอีกสองสามอย่าง กินไอติมอีกถ้วยแล้วก็ง่วงตาจะปิดเลยชวนพี่ฝนว่าไปนั่งเรือชมวิวกันเหอะ

อยากบอกว่าวางแผนผิดโคตรๆเรื่องตั๋วเรือ แบบว่าเสียงเงินกับตั๋ว1ชั่วโมงไปหลายครั้งมากทั้งๆที่น่าจะซื้อตั๋ววันไปเลย ชริ....

เดินจนเย็นก็คิดว่าพอละเวนีส... พอละ เตร็ดเตร่หาข้าวเย็นกินละ เพราะตั๋วรถไฟมันตั้ง3ทุ่ม แล้วตอนนั้นมันเพิ่งจะ6โมงหรืออะไรทำนองนี้อ้ะก็เดินปเจอร้านนึง dinner course 11ยู ก็ไม่ได้คาดหวังไรมากหรอกนะ กินๆไปเอะ ถูกดี

ตั้งโต๊ะ

น้ำแพ๊ง!ไม่ว่าจะที่ไหน

หนมปังกับขาไก่ คิดเพิ่ง2ยูต่อคนนะจ๊าา ตอนกินไม่รู้ไงคิดว่าฟรีเหมือนที่ปารีส

สปาเกตตี้ซีฟู้ดกันทั้งสองคน.....ไม่ชอบอ้ะ เส้นอัลเดนเต้เกิน แข็ง ไม่แซ่บ ไม่ปลื้ม....เพลีย!

starter เป็นสลัด...กากมาก คิดว่าจะหรูกว่านี้หน่อย ชริ....

อันนี้ปลาแซลมอน ของใครจำไม่ได้ละ

ตับของพี่ฝนแน่นอน!(ออนไม่กินตับ)

แล้วมื้อเย็นก็จบลงอย่างไม่ประทับใจสุดๆ ไม่น้า... อุตส่าห์เก็บท้องมาเพื่อกินสปาเกตตี้ที่อิตาลีเข้าใจป้ะว่าคาดหวังไว้สูง...แล้วมันไม่อร่อยเชรี่ยๆ หนูผิดหวังงงง   

เฟลโคตรรร เดินกลับไปนั่งรอรถไฟที่สถานี นั่งหลับกันเลยอ้ะคับ เพลียกันสุดๆ (เกิดมาก็เพิ่งจะเคยนั่งหลับที่สถานีรถไฟ...กากจริงๆทริปนี้)

ระหว่างที่รอรถไฟก็พยายามสรุกว่าเวนีซวันนี้เป็นยังไง ซึ่งข้าพเจ้าก้มีความเห็นส่วนตัวว่าค่อนข้างจะรู้สึก ผิดหวังนิดๆอย่างบอกไม่ถูก

แบบว่าคาดหวังสูงกับประเทศนี้จริงๆนะ มิลานน่ะได้ใจเลยเพราะว่าไม่ได้คาดหวังอะไรมาก่อน ไม่คิดว่าจะมีดูโอโมสวยๆขนาดนั้นอยู่ด้วยซ้ำ ส่วนเวนีซ...ก้ไม่ได้แย่อ้ะ น้ำก็ไม่เน่า เป็นสีฟ้าหม่นๆ บ้านเมืองก็สวย อะไรก็ดี แต่มันก็แบบ...แค่นี้? บอกไม่ถูกเหมือนกันแหะ  คงจะอิ่มๆนั่นแหละ เพราะมันก็สวยแต่สวยๆเหมือนกันไปหมด..เฮ้อ เค้าไม่เข้าใจตัวเองอ้ะ!!

 

หลับกันไปหายตื่นอยู่รถไฟก็มา ตั๋วที่ซื้อไปโรมเป็นตั๋วกลางคืน ตั๋วนอนนั่นแหละง่ายๆ แ่ต่ว่าต้องนั่งรถจาก ซานต้า ลูเซียไปอีกสถานีนึงก่อน แล้วเปลี่ยนรถเพื่อไปโรมอีกที 

เอากันซีครับ!! นอนบนรถไฟ ไปโรม!! อิตาลีที่ขึ้นชื่อว่ามิจฉาชีพเยอะสุดๆ เท่าที่อ่านมาในหนังสือนำเที่ยวนี่แบบโคตรไม่อยากนั่งรถนอนตนกลางคืนไปโรมเพราะว่ากลัวของถูกขโมยมากๆ เค้าเขียนไว้ว่าขนาดเอาไว้บนตักแม่งยังเปิดแล้วหยิบไปได้ กลัวนะเนี่ย! แต่ก็ทำไงได้ เรามันงบน้อยและเวลาจำกัด เสี่ยงก็ต้องเสี่ยงอ้ะ!!

ทริปนี้แบบว่าทรหดเหมือนกันนะ ไปยืนรอรถไฟที่อีกสถานีนึงตอนประมาณ5ทุ่ม หนาวโคตรพ่ออ้ะ! อิตาลีนี่กวนตีนอยู่นะ แบบกลางวันแม่งร้อนมากอ้ะ กลางคืนก็หนาวสะบัด เอาใจยากสุดๆหนาวไม่พอ ดูเปลี่ยวๆอีกต่างหาก ร้านเริ้นก็ปิดกันหมด เหลืแต่พวกหมู่เอาแล้วก้ใครก็ไม่รู้หน้าตาก็ไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่ อีกฝั่งแม่งมีพี่มืดมารวมกลุ่มตะโกนห่าเหวไรไม่รู้

หนูกลัววววว....

 

แต่ในที่สุดรถไฟก็มา และแน่นอนมันมาเลท!! แง่ม!!!

เฮ้อ...ขึ้นรถไฟตู้นอนแบบนั่ง ที่นั่งที่จองไว้ก็เจือกมีคนนั่งก็เลยต้องไปนั่งตู้อื่นแทน แล้วก็โคตรกลัวมีคนมาไล่ที่

เวงตะไลสุดๆ

ถือจะหลอนๆวิตกจริตแต่สดท้ายข้าพเจ้าก็หลับได้ง่ายๆเพราะความเพลีย

กลับมาคิดอีกทีแล้วแม่งเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ยากจะลืมเลือนจริงๆว่ะพี่ฝน

ตอนนี้นอนไปก่อน เดี๋ยวถึงโรมแล้วจะปลุกนะ!

 

 

 

ไปเที่ยวเชียงใหม่มา อยากอัพมากมาย แต่เอาอันนี้ให้จบก่อนละกันนะ เหลือโรมอีกเมืองเดียวเองงง