Day7 - Milan

 

ความเดิมตอนที่แล้วคืออยู่ที่บรัสเซลประเทศเบลเยี่ยมใช่มะ...(ทิ้งไว้นานเกิน กลัวลืม ๕๕๕)

ก็ตื่นแต่เช้า(ประมาณตี4-ตี5) เก็บของ อาบน้ำ เชคเอ้นท์ แล้วขึ้นเมโทรไปลงที่สถานีเซนทรัล แล้วหารถไฟไปแอร์พอร์ท น่าจะขึ้นเป็นเที่ยวแรกเลยทีเดียวเพราะต้องไปเชคอินตอนประมาณ6.45 ก็นะ คราวนี้ไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าไหร่(ไม่เหมือนตอนอัมสเตอร์ดัม)อาจจะเพราะว่าได้พักที่บรัสเซลอย่างเต็มอิ่ม

รถไฟที่นี่เค้าใช้วิธีการคนเดินตรวจตั๋วเหมือนบ้านเราเลย แต่ไม่ได้มาเดินเจาะป๊อกๆก็จะแลดูกากไป...ก้มีเครื่องสแกนแถบแม่เหล็ก(ฟังดูหรูเนาะ) ก็คือจะสอดตั๋วเข้าไป แล้วมันก็ดังปี๊ดๆแล้วก็พ่นตั๋วออกมา แค่นั้นแหละ

นั่งออกไปนอกเมือง...ไกลมาก

ตอนนี้เข้าใจเลยว่าสุวรรณภูมิไม่ได้ไกล เพราะสนามบินเมืองนอกก็ไกลแม่มหมดทุกประเทศ  แต่ต่างกันตรงที่ว่าประเทศที่เจริญแล้วเค้ามีระบบขนส่งมวลชนที่ดีไง แต่บ้านเรามีระบบขนส่งส่วนตัวและแทกซี่ที่ดี(เหอๆๆ) เมื่อไหร่airport linkจะเสร็จสักทีน้อออ....

นั่งไปถึงก็ลงที่ข้างในแอร์พอร์ทเลย ขึ้นบันไดเลื่อนปุ๊บๆ มองหาเค้าเตอร์ easyjet สายการบินโลวคอสแล้วก็ไปต่อแถวรอเชคอิน

เชคอินเสร็จก็เดินเข้าไปในเกต ตั้งใจว่าจะหาของกิน แต่ไปเจอร้านอาหารหน้าเกตที่ขายราคาแพงสลัดมาก ก็แดรกไม่ลง...เข้าไปในเกตหวังว่าจะมีอะไรอย่างอื่นขาย แต่ก็หาไม่เจอ

 

เดินๆๆๆๆ......ไกลสลัดมากกก แบบเดินเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด สุวรรณภูมิว่าแม่งเดินไกลแล้ว สนามบิลที่เบลเยี่ยมแม่งไกลยิ่งกว่า ไกลชิปป๋อง แถมเวลาตรวจร่างกายนี่แบบละเอียดอ้ะ ต้องถอดโค้ทไรงี้ด้วยนะ อื้ม....

เดินๆๆๆ ไปประมาณชาติเศษก็เจอกับร้านอาหาร ซึ่งก็คนเยอะสลัดอีกเช่นเคย ข้างๆมีสตาร์บั๊ค(ที่ราคาแพงกว่าข้างนอก...นี่คือธรรมชาติของสนามบินใช่ไหม?) ก็จำใจต้องซื้อแดรก ซัดมัฟฟิ่นไปราคาประมาณ3หรือ5ยูหว่า ไม่แน่ใจ แถมอีตาพนักงานก็นะ ช่างพูด ขอเงินทอนลงกล่องติ๊บ...

ชะเรี่ย ถึงจะไม่กี่เซนต์แต่คิดเป็นเงินไทยก็หลายอยู่นะสราด

 

รสชาดไม่ได้ว้าฮู โอ้มายคอมบุแต่อย่างใด รู้แต่ว่าตอนนั้นต้องแดกประทังชีวิตแล้วอ้ะ

แต่ใครจะไปรู้ฟระว่าบนเครื่องจะมีอาหารขายแล้วแถมราคายังถูกกว่า

รู้สึกเหมือนโดนปั๊มคำว่าโง่ลงบนหน้าผากยังไงชอบกล

รอเครื่องๆๆ.... แถมต้องเดินไปหาgateอีก ไกลมากพระเจ้าจอร์ชไม่เคยเจอสนามบินไหนเดินไกลขนาดนี้มาก่อนน

ที่นั่งเป็นเครื่องบินโลวคอสชิมิ แต่ขอโทษนะครับ ไม่ได้กากเหมือนบ้านเรา เครื่องลำใหญ่กว่ามากนัก แถมสะอาดกว่า ดีกว่า และแน่นอนมันก้ต้องแพงกว่าบ้านเราอยู่แล้ว แถมราคาก็แบบนะ แต่ละวันราคาไม่เท่ากัน บางวัน80ยู วันถัดมาอาจจะเป้น139ยูก็ได้ ถ้าคิดจะไปเที่ยวเองเรื่องนี้ต้องวางแผนดีๆ ข้าพเจ้าน่ะวางแผนไม่ดี ทุกสิ่งทุกอย่างกระชั้นไปหมดก็เลยต้องทนจ่ายค่าตั๋วแพงไปอย่างช่วยไม่ได้

บนเครื่องมีการสาธิตการใช้เครื่องช่วยหายใจ อะไรบลาๆ เหมือนการบินไทยบ้านเรา กัปตันก็พูดๆๆๆทักทายเหมือนบ้านเรา(เพิ่งรู้ว่าเมืองนอกเค้าก็มีด้วยเหมือนกัน) แล้วก็มีการเดินขายของบลาๆ เหมือนบ้านเรานั่นแหละ นั่งไปประมาณ2ชั่วโมงก็มาถึงมิลาน

ลงสนามบินปุ๊บก็นะ อากาศขมุกขมัว หยิบเอามือถือโทรหาป๊าก่อนเลยว่าเนี่ยะ ถึงมิลานแล้วน้า (โทรรายงานทุกครั้งที่เปลี่ยนประเทศหรือเปลี่ยนเมือง ค่าโรมมิ่งเท่าไหร่ อย่าไปคิ๊ดดด....) ป๊าก็ว่า เนี่ยะให้ระวังนะเรื่องกระเป๋า ที่มิลานน่ขึ้นชื่อเลยนะเรื่องขโมย วิ่งราว ล้วงกระเป๋าอะไรพวกนี้ 

คือแม่งหลังจากพี่ฝนกระเป๋าหายข้าพเจ้าก็โคตรนอยด์เลยไง กลัวกระเป๋าหายอย่างแรง ก็นะ จัดโพสิชั่นกระเป๋าตามที่หนังสือไกด์บุ๊คเค้าบอก(ที่อิตาลีมีหนังสือภาษาไทยที่ไม่ค่อยช่วยอะไรมาด้วยเล่มนึง) คือเอามาไว้ด้านหน้าไรงี้ แต่ก้โชคดีที่ไม่มีเหตุด่วนเหตุร้ายเกิดขึ้นแต่อย่างใด

ออกจากเกทก็ไปซื้อตั๋วรถบัสเข้าเมือง ราคาประมาณ7ยู ยืนรอรถพอประมาณนึง ข้ำควรระวังก็คือ รถบัสมีหลายบริษัทให้ดูดีๆก่อนไปต่อแถวด้วยนะ เพราะแต่ละบริษัทรถจะคล้ายๆกันแต่ตั๋วจะไม่เหมือนกัน ทางที่ดีก็ดุตั๋วในมือของคนข้างๆแถวๆนั้นแหละ(กฏเข้าเมืองตาหลิ่วให้หลิ่วตาตามนี่ได้ผลจริงๆ)

รอรถแม่มก็เซร็งแล้วอ้ะ แบบต้องแบกอีแบ๊ดแพีคนี่น้ำหนักเพิ่มมากขึ้นทุกเมืองๆ พอรถมาก็นะจะหลับก็กลัว นอยด์ไงกลัวกระเป๋าโดนขโมย แต่สุดท้ายก็เคลิ้มๆกันไปหน่อยนึง

 

นั่งรถนานมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก...............

แถมรถก็ดันติดอีกต่างหาก ไม่เข้าใจจจ ทำไมเมืองนอกรถถึงติด ไม่พอใจ ถึงสนามบินตั้งกะ10.40น. ไปถึงสถานีรถไฟเซนทรัล(ชื่อนี้ป่าวหว่า เอะอะเรียกเซนทรัลหมดอ้ะอีออน) ก็ประมาณเที่ยงกว่าๆเกือบบ่ายโมง พี่แน๊ต(เพื่อนพี่ฝน)ก็โทรมาถามว่าถึงรึยัง เค้ามารออยู่ที่สถานีแล้วอะไรแบบนี้

ต้องขอบอกว่าไปมิลานคราวนี้แบบว่าสบายไปแปดอย่างสิบอย่างเลยเพราะว่ามีพี่แน๊ต(ขอบคุณมากก๊าบบบ) แบบว่าพี่แน๊ทเค้าจัดการให้หมดเลยเพราะว่าพูดภาษาอิตาเลี่ยนได้ไง (พูดไฟแล่บ เท่ห์มากๆอ้ะ)

หลังจากทักทายกันพอประมาณ พี่แน๊ตก็ว่าเอากระเป๋าไปเก็บที่บ้านพี่แน๊ตก่อน นอกจากจะพาเที่ยวแล้วยังให้ค้างที่บ้านอีกต่างหาด ประเสริฐสุดๆอ้ะก็ไปนั่งเมโทร ขอบอกว่าเมโทรที่มิลานก็ไม่ได้ดีไปกว่าที่ปารีสเลยขอรับ ดวกพอๆกัน

หลังจากเก็บข้าวเก็บของเสร็จก็หิวข้าว...และตลอดทริปนี้ข้าพเจ้ายังไม่กินพิซซ่าและพาสต้าเลย เพราะว่าจะเก็บมาถลุงกินที่อิตาลีเจ้าตำรับไง!

มื้อแรกก็เลยขอพี่แน๊ตว่า ขอพิซซ่าเจ้าอร่อยๆ ไกลหน่อยไม่เป็นไร ก็เลยนั่งรถรางไปไม่ไกลมากนักแต่ถึงตอนประมาณบ่ายโมงกว่าๆกำลังหิวได้ที่เลยทีเดียว

 

อาวุธพร้อม!

เมนูพร้อม!!

เรื่องเมนูเนี่ยะ จริงๆตอนอยู่ไทยก็พอกล้อมแกล้มสั่งอาหารอิตาเลี่ยนแดกได้ แต่พอมาเจอของจริงเข้านี่แบบเหวอแดกเลยอ้ะคับ ภาษาเชรี่ยอะไรเนี่ยะ แถมไม่มีภาษาอังกฤษซักตัว ดีนะที่มีพี่แน๊ตไปด้วย ไม่งั้นไม่รู้จะสั่งได้พิซซ่าหน้าอะไรมาเหมือนกัน

ตกลงกันว่าจะกินพิซซ่า เอาคนละถาดกันเลยทีเดียว

 

ระหว่างรอก็กินขาไก่ไปพลางๆ 

ที่อิตาลีทุกร้านอาหารแทบจะต้องมีขาไก่ไว้ให้ เอาไว้เก็บservice chargeเพิ่มอะไรทำนองเนี๊ยะอ้ะ มึนตึ๊บเหมือนกัน แต่ก็แดกๆไปเพราะตอนนั้นโคตรหิว

 

โค้กเมืองแฟชั่นทั้งทีจะอ้วนตุ๊ต๊ะได้ไง ต้องผอมเพรียวแบบเน้

โค้กที่อิตาลีแพงมาก!! กระป๋องนี้น่าจะเกือบ3ยู(ตามร้านอาหาร) ถ้าตามพาสฟู๊ตจะเป็นแบบขวดราคาประมาณ2.6ยู ส่วนขวดลิตรในซุปเปอร์...1.6ยูได้มั้ง ราคาไม่ยุติธรรมเล้ยให้ตาย!!

 

พิซซ่า4seasonของพี่แน๊ต จานนี้อร่อยเด็ด!!

อันนี้ของข้าพเจ้าเอง หน้าแฮมและเห็ด

เห็ดภาษาอิตาเลี่ยนเค้าจะอ่านว่า ฟุงกี้รึฟุงจี้(fungi)นี่หล่ะ แต่ที่เคยเรียนมาในวิชาไบโอมัน...ฟังใจอ้ะ มันๆดีเหมือนกัน

ส่วนอันนี้ของพี่ฝน ชีสกับแฮมแบบเผ็ดอะไรเนี่แหละ ไม่ปลื้มไอ้แฮมนั่นอย่างแรง แข็งเป็นบร้า!

กินพิซซ่าที่นี่เค้าไม่มีเครื่องให้เหมือนที่บ้านเรา พี่แน๊ตว่าเค้าจะให้แบบลิ้มรสชาดของมะเขือเทศล้วนๆ ชีสโล้นๆ อะไรแบบนี้ แต่ก็นะ...ชาติไทยติดเครื่องปรุงอย่างเรากินยังไงก็ไม่เข้าถึงอ้ะ แต่กระนั่นร้านนี้ก็ถือว่าอร่อยสุดแล้วนะเท่าที่กินมาในอิตาลี(ชื่อร้านไรจำไม่ได้อ้ะ)

กินเสร็จก็ได้เวลาออกไปเดินชมเมือง ไปดูโอโมของดีประจำเมืองมิลานเค้า

(ขนาดป๊ายังเรคคอมเมนท์ว่า มิลานน่ะโบสถ์สวยนะ)

บรรยากาศแถวๆร้านพิซซ่า 

บ้านเมืองเค้าดูเก่าๆแบบนี้หมดเลยนะ ไม่มีแบบตึกสมัยใหม่มาให้รกหูรกตาเลย

แถวจตุรัสที่ดูโอโมนั่นหล่ะ

อิตาลี ประเทศนี้ขยันมีจตุรัสกันสุดๆ

ดูโอโม...ขาวโอโม่

สวยเนาะ แค่มองจากข้างนอกก็สวยแล้วอ้ะ พี่แน๊ตว่าเค้าเพิ่งทำปรับปรุงเสร็จ เพิ่งเปิดได้ไม่กี่เดือนเอง ....ไอ้เราก็ถึงบางอ้อเลยว่ามิน่าหล่ะแ่ม่มขาวจัง จำได้ว่าตอนนั้นดูรูปของแม่ตอนที่มาแล้วมันยังมีพวกของก่อสร้างอะไรแบบนี้มีผ้าใบคลุมๆแบบปรังปรุงอยู่บางส่วนไรงี้อ้ะ

อีกฝั่งของจตุรัสเป็นแกลอเรีย ข้างในเป้นร้านค้าร้านอาหาร

อีกฝั่งเป็นอนุเสาวรีย์ไผก็ไม่รู้

 

แกลอเรียแบบซูมอิน สวยเนาะ ให้ความรู้สึกเหมือนหัวลำโพงบ้านเรานิดๆ ฮ่าฮ่า

ข้างในแกลอเรียฮับ

เดินทะลุออกมาด้านหลังแกลอเรียแล้ว

เจออนุเสาวรีย์ลีโอนาร์โด ดาวินชีและเด็กหนุ่มทั้ง4ของเขา(อันนี้เติมเอง)

ขากลับก็เค้ามีตำนานเล่ากันว่าให้ไปเอาเท้าจิ้ม ณ ตรงอัณฑะของวัว(รูปโมเสกที่พื้น)ซึ่งจะตรงกับจุดแหลมสุดของแกลอเรียพอดี เอาขาข้างหนึ่งเป็นจุดหมุนแล้วเดินวนขวา3รอบพร้อมกับอธิษฐานแล้วจะเป็นจริง

วนกันจนตรงนั้นของคุณวัวหวำเป้นหลุมกันเลยทีเดียวอ้ะกั๊บบ 

พอวันกันเสร็จก็เดินกลับออกมาที่จตุรัสอีกครั้ง แล้วคราวนี้ก็เข้าไปในดูโอโมกัน!!

แดดแรง ถ่ายออกมาสวยจัดจิด หินอ่อนขาวสะอาด โอโม่มั่กๆๆ

 

แต่ข้างในโซทึมอย่างแรง...ให้ควมรู้สึกคล้ายๆกับนอร์ทเทอดามที่ปารีส แต่ไม่อลังเท่า

งานศิลป์หินอ่อนเยอะไปโม๊ดดด

กระจกสี ขาดไม่ได้ ไม่มีเดี๋ยวจะผิดผี

เดินวนๆ ลงไปชั้นใต้ดินที่เค้าว่าเป็นที่ฝังศพของใครหนอ? นั่นสิ ไม่รู้เหมือนกัน แต่ว่าอลังการดี ทุกอย่างทำด้วยหินอ่อนสีนั้นสีนี้ สวยฮับสวย

เดินวนครบรอบก็ออกไปข้างนอกแล้วขึ้นลิฟท์ไปดูข้างบนกัน ราคาน่าจะเกือบ10ยูได้มั้ง แต่ที่น่าประหลาดใจคือคนไม่เยอะอ้ะ จำได้ว่าที่ไหนๆในปารีสนี่แบบจะคนมหาศาลเลยอ้ะ แปลกดีเหมือนกัน

บรรยากาศด้านบน สวยสดงามงดเหลือเกินจะกล่าว

โกธิคๆๆ ชอบบบบ เห็นแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมถึงได้ปรับปรุงซ่อมแซมนานนัก

 

ถ่ายรูปที่เป็นที่ระทึกกันหน่อยยย...

มุมไหนก็สวยยย

มิลานจากมุมสูง 

ท้องฟ้าวันนั้นเดี๋ยวแดดเดี๋ยวอึมครึม เอาใจกันไม่ถูกเลยทีเดียว

วิวสูงอีกมุม 

จำได้ว่าดูรูปจากที่ไหน วิวบ้านเมืองที่อิตาลีก็จะเป็นแบบแดงๆ ดูร้อนแห้งแล้ง ซึ่งก็จริงแหะ มีแต่แดงๆ ดูแล้วคิดถึงนิยายญี่ปุ่นเรื่องROSSO (แต่อันนั้นนมันฟลอเรนซ์นี่ฟ่า)

มาถึงหลังคาแว้ว!!!

เป็นครั้งแรกที่ได้ขึ้นมาข้างบนโบถส์ เพราะที่ปารีสค่าขึ้นน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่ทว่า....คนเยอะไงก็เลย ช่างมัน ไม่ขึ้นก็ได้ฟระ แต่อันนี้ต่อให้คนเยอะอีออนก็จะขึ้นอ้ะ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน รู้สึกผูกพันกับอิตาลี อาจจะเพราะว่าเป็นประเทศแรกในยุโรปที่อยากมาก็ได้นะ(ฝรั่งเศสนี่ตอนแรกไม่ติดลิสต์เลยนะ ถ้าีพี่ฝนไม่ได้อยู่ปารีสก็คงไม่ได้ไป)

เดินเสร็จถ่ายรูปให้คุ้มค่าตั๋วแล้วก็ลงลิฟท์ ไปเดินร้านหนังสือเพื่อหาคู่มือเที่ยวเวนิซนี่จะไปต่อพรุ่งนี้ พี่แน๊ตบอกว่า มาอิตาลีต้องกินคาปูชิโน่ ก็เลยพาไปเลี้ยงต้อนรับ

คาปูชิโน่ววว 

 

อีกแก้ว

เป็นครั้งแรกที่กินคาปูชิโน่วร้อน เพราะอีออนเป็นพวกธาตุไฟไม่ชอบอะไรร้อนๆ กินทีไรก็กินแต่กาแฟปั่นตลอด บวกกับกาแฟร้อนเนี่ยะเค้าไม่ปรุงรสมาให้ มาปรุงเองทีไรใส่น้ำตาลใส่ครีมไม่ถูกใจสักที แต่มาถึงถิ่นมันก็ต้องลองของเด็ดเค้าใช่มิหล่ะ

ราคาคาปูชิโน่วที่นี่ถูกมากๆ 1.7ยู บร๊ะเจ้า!!ถูกกว่าโค้กอีกอ้ะกั๊บ พี่ฝนว่าที่ปารีสประมาณแก้วละ3ยู ส่วนราคาก็มีหลายแบบ กินที่ร้านจะราคานึง ยืนกินราคานึง นั่งกินก็อีกราคานึง เทคอะเวย์ก็อีกราคา เอ้อ มึนจริงๆ

วิธีการกินก้มีหลายแบบ เคยอ่านเจอว่ากินกาแฟพวกคาปูหรือลาเต้ประที่ให้ยกดื่มผ่านฟองไปเลย ส่วนที่นี่พี่แน๊ตกินแบบเอาน้ำตาลโรยแล้วตักชิมๆฟองๆ ส่วนพี่ฝนก็เติมน้ำตาลแล้วคนๆจนฟองหาย ส่วยข้าพเจ้าก็ เติมน้ำตาลแล้วซดดื่มมันทั้งฟอง

รสชาด ก็คงไม่อร่อยสู้สตาร์บั๊ค คาราเมล แฟรบเป้ แต่ก็ถือว่าอร่อยเลยทีเดียวสำหรับคาปูชิโน่ว ณ มิลานแก้วนี้!(ที่สำคัญคือแซ่บกว่าที่เมืองไทย)

กินเสร็จก็เดินต่อไปดูน่าจะเป็นคล้ายๆปราสาทเก่าของเจ้าเมืองอะไรทำนองนั้น มาเที่ยวแบบไร้ซึ่งความรู้จริงๆเลยวุ้ย

วิว บ้านเมืองเค้าสไตล์นี้กันไปหมด

ถนนสายชอปปิ้งทั้งสายเลยฮับ อีออนมองตาวาว!

ไกลลิบนั่นคือที่ๆจะไป

มาถึงแร้ววว

วิวข้างใน กว้างขวางดีฮับ 

สวนด้านหลัง

พอเดินทะลุแล้วก็เดินกลับ เพราะตอนนั้นเริ่มเย็นแระ ยังหาหนังสือนำเที่ยวไม่ได้เลย ก็ไปเดินหาหนังสือนำเที่ยวแล้วก็เดินถนนสายชอปปิ้ง ชอบอ้ะ ชอบมาก ประทับใจมิลานมาก เพราะแบบ นะ...ง่ายต่อการชอบจริงๆ

พี่แน๊ตว่าที่มิลานเนี่ยะ ของจะเยอะ คือมีทุกโมเดล เหมือนบางทีที่โรมอาจจะมีไม่ครบแต่ที่มิลานน่ะครบแน่ๆ(เมืองแฟชั่นนี่หว่า) เดินไปเจอโอนิซึกะ ราคา45ยู เกือบจะสอยแล้ว แต่ไปดุร้านอื่นก่อน ราคาปกติสนนอยู่ที่89ยูอัพ ก็นะ แพงฟร่ะ ทำใจซื้อไม่ลงเดินกลับไปร้านเดิม ปรากฏว่าเหลือคู่เดียวเบอร์เดียวก็เลยเอามาเซลล์ สลัด!!! เบอร์35อ้ะ ยัดไม่ลงฟร่ะคร่ะ!

เดินดูเสื้อผ้าแบรนด์แปลกๆแต่ก็ไม่มีปัญญาซื้อ แพงเกิ๊น(จริงๆก็ไม่แพงมั้งแต่ไม่ซื้อเพราะไม่มีไซส์มากกว่า เอวได้ขาไม่ได้ไรทำนองเนี๊ยะ) รองเท้าผ้าใบก็เยอะสวยๆทั้งนั้น แต่ราคาก็น่าสลดใจอีกเช่นกัน

และอีกเหตุผลที่ไม่อยากซื้อก็คือขี้เีกียจแบก! คือยิ่งซื้อเยอะก็ยิ่งเป็นภาระอ้ะ เดี๋ยวต้องไปเวนิซต่ออีก ไม่ซื้อๆ ไว้ไปโรมจะชอปให้แหลกเรยยย (หารู้ไม่ว่าพอไปดรมแล้วไม่ได้ซื้อ)

เย็นนั้นกลับไปกินข้าวฝีมือพี่แน๊ต แวะซื้อของที่ซุปเปอร์ อีออนซื้อสตอเบอรี่กับแตงกวาญี่ปุ่นไปกินกับสลัด แล้วก็ซื้อโค้ก(ขวดลิตรแต่1.6ยูนั่นหล่ะ) แล้วพี่แน๊ตก้ทำไข่เจียวให้กิน บวกกับได้เล่นเนตความเร็วสู๊ง!แบบเล่นกันชนิดเก็บกดมาก ตามโหลดรายการอาราชิสะบึมส์กันเลยทีเดียว ดีนะที่เอาทั้มไป ไม่งั้นน่าเสียดายแย่เลย เร็วปรี๊ดๆๆ

ตกดึกเล่นเนต(4ทุ่มที่นั่น แต่ตี3ที่ไทย) เจอเพื่อน ก็ทักทาย แล้วเพื่อนก็บอกว่า

"เฮ้ย ผลสอบใบประกอบออกแล้วนะ"

อะจ๊ากก....จะมาออกอะไรตอนนี้ ถ้าไม่ผ่านขึ้นมาข้าพเจ้าจะมินอยดืจนพาลเที่ยวไม่สนุกเราะ แต่ก็นะค่อนข้างมั่นใจพอสมควรว่าคงไม่ตกเลยถามว่ามีใครตกมั่ง เพื่อนก็ว่าไม่ค่อยมีตกหรอก ลองเข้าไปดูสิ

แล้วมันก็ส่งลิ้งค์มาให้ ข้าพเจ้าก็จำเลขที่นั่งสอบไม่ได้เลยนั่งไล่ตามคนที่สอบไม่ผ่านว่ามีเลขประจำตัวประชาชนเราอ๊ะป่าว ปรากฎว่าไม่มี

ไม่รู้ว่ามองพลาดหรือว่าไม่มีจริงๆไม่รู้แต่ตอนนั้นสบายใจไว้ก่อนละ แล้วก็เปิดเมล์เพื่อนที่เมลืมาว่าอ.เรียกให้ไปทำวิจัย อรั่ก...แล้วข้าพเจ้าจะทำเยี่ยงไร ให้กลับตอนนี้ก็ไม่ได้ เลยเมล์ตอบกลับไปว่า "พวกมึงทำกันไปนะ...สู้ๆ"

ดูไฟล์อาราชิกันจนดึก แล้วก็นอน

มามิลานคราวนี้แฮปปี้มากๆ ต้องขอขอบคุณพี่แน๊ตกับแฟนพี่แน๊ตมากๆเลยฮับที่ให้เราค้างที่บ้าน ถ้าไม่ได้พี่แน๊ตนี่คงไม่ประทับใจมิลานขนาดนี้แน่ๆเลย

พอคิดถึงพรุ่งนี้ที่จะไปเวนิซต่อแล้วก็จิตตก...จะเป็นไงว้าตรู(เพราะคนที่นี่ก็ไม่พูดภาษาอังกฤษเหมือนที่ปารีสน่ะแหละ)

ปิดท้ายด้วยรูปพี่ฝนและเสื้อพร้อมลายเซ้นอินซากี้ราคาตัวละ85ยูก็แย้วกัน

อินซากี้เซ็นเองจริงๆไม่จิงโจ้

85ยู แพงไหม ออนก็ว่าแพงนะ แต่ถ้าเป็นออน ออนก็ซื้อว่ะพี่ฝน เค้าเซ้นต์กับมือ ถ้ามีของชิมั่งนะ ออนแม่มจะเหมามัน5ตัวเลย

พรุ่งนี้นั่งรถไฟไปเวนีซกัน

ปล.เหนื่อยอ้ะ....อยากให้วันนึงมี48ชั่วโมง

Comment

Comment:

Tweet

ตอนแรกนึกอยากให้ซื้อโค้กกระป๋องเป็นของฝาก แปลก+สวยดี
แต่พอเจ๊อะราคา อื้ม....ปล่อยมันไว้บนเชลฟ์อย่างงั้นแหละดีแล้ว

กาแฟน่ากินโคตรรรร

#3 By invisible_man on 2009-06-17 16:51

ตึกแม่งอลังการ อยากได้ผัวเป็นหนุ่มอิตาเลี่ยนเว้ยยย



พิซซ่าน่าอร่อยโคตร

เหนือสิ่งอื่นใด กูอยากนั่งจิบคาปูลายสวยๆ

ทำไมเค้าเรียกคาปูวะ เข้าใจว่าอิตาเลี่ยนกะฝรั่งจะชื่อสลับกันนะ

#2 By ชาเขียวaddict on 2009-06-13 22:13

จริงๆ อยากให้วันนึงมี 48 ชั่วโมง

โอ้ว ทริปมิลาน อลังการดีอ่ะ โอโม่ก็สวยมาก
พิซซ่าๆๆๆๆๆ ไม่ไหวน่ากินสุดๆ คาปูชิโน่นั่นอีก สวยจัง

ปล.ได้เห็นรูปที่มีออนมั่งแล้ว 5555 เดินอยู่บน...วัวนั่นเองquestion

#1 By freestyle! on 2009-06-12 07:36