หายไปนานเลยเนาะ ไม่ใช่อะไร ขี้เกียจนั่นเอง....ฮะฮะ ไหนๆก็เหลืออีกแค่ไม่กี่ตอนก็จะจบแล้ว มะต่อเถอะ!!

DAY8 - Venice Italy

เริ่มต้นวันตั้งกะเช้าตื่นประมาณตี5กว่าๆ อาบน้ำ สระผม(เพราะกะว่าเดี๋ยวคงจะไม่ได้อาบอีกนาน)แล้วก็กินมาม่าเป็นมื้อเช้าที่บ้านพี่แนท แล้วก็ออกไปสถานีรถไฟกันเพื่อหารถไฟไปเวนีซกันระหว่างนั้นพี่แนทก็คุยเรื่องที่พักที่ถามๆดูๆไว้ให้ทั้งที่เวนีซแล้วก็โรมเลย (ขอบคุณมากๆฮับ) ถ้าไม่ได้พี่แนทนี่ก็ไม่รู้จะเป็นไงเหมือนกันนะเนี่ยะ เพราะว่าที่อิตาลีคนแม่งวไม่พูดภาษาอังกฤษเลย(อีกแล้ว!)

นั่งเมโทรไปสถานีรถไฟcentralอีกตามเคย ที่มิลานเนี่ยะไม่มีความรู้เรื่องรถไฟใดๆทั้งสิ้นเลย เดินตามพี่แนท อย่างเดียว 

ตั๋วไปเวนีซมีอยู่2แบบ แบบแพงกับแบบถูก แบบแพงมี3รอบให้เลือกแต่แบบถูกมีให้เลือกรอบเดียว ราคาห่างกันประมาณครึ่งๆเลย....ไม่บอกก็รู้ว่ายาจกอย่างเราจะเลือกแบบไหน(แต่จำค่าตั๋วไม่ได้แล้วอ้ะ...นานเกิ๊น)

นั่งรอรถไฟไป พี่แนทก็ลองโทรถามโรงแรมที่โรมให้ ส่วนที่เวนีซเนี่ยะ อารมณ์ว่าโทรไปแล้วไม่มีคนรับหรืออะไรซักอย่าง ก็เลยตัดสินใจกับพี่ฝนว่าเดี๋ยวไปหาเอาดาบหน้า พวกเรามันเป็นพวกไม่มีแผนอะไรแน่นอน

flexibleได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว

ก่อนขึ้นรถไฟอีออนก็เลยไปหาห้องน้ำเข้าให้เรียบร้อยเพราะไม่อยากเข้าห้องน้ำบนรถไฟ ไม่รู้ว่ามันจะเหมือนที่เมืองไทยป่าวนะ แต่ก็อย่าเสี่ยงเลย ค่าเข้าห้องน้ำตามสถานีที่อิตาลีแม่งแพงบรม! 0.80ยูแน่ะ  คิดเป้นเงินไทยก็เกือบ40บาทเยอะนะ แพงโคตร ที่เบลเยี่ยม0.60ยูก็ว่าแพงนรกแล้ว...ม่าย ปกติอยู่ไทยที่มาบุญครอง2บาทก็บ่นจะตายแล้วนี่....โฮ ไม่อยากจะเซด แต่ก็ไม่มีทางเลือกง่ะ 

พี่เนทอยู่รอจนรถไฟออกเลยทีเดียว...ช่างเป็นคนดีอะไรแบบนี้ ขอให้พี่แนทเจอแต่คนดีๆนะฮับบบ ขอบคุณมากมาย 

บนรถไฟ สภาพดีกว่ารถไฟชั้น3บ้านเรา แต่ก็จำไม่ได้แล้วว่าแอร์ไหม แต่มันไม่เย็น แล้วอารมรืนั้นก็โคตรง่วง แต่ก้วิตกจริตเรื่องกระเป๋าสุดๆ เสื้อผ้าเป้ของข้าพเจ้าและคลังชอกโกแลตในกระเป๋าพี่ฝน หลับๆตื่นๆตลอดทางเพราะกลัวของหาย (ขึ้นชื่อว่าอิตาลีด้วยแล้ว หลอนขึ้นเป้นเท่าตัว!)

จังหวะที่หลับๆตื่นๆก้มองออกไปนอกหน้าต่าง...วิวสวยโคตรร

แบบเห้นทุ่งดอกไม้สีเหลืองสุดลูกหูลูกตา แม่ม สวยมาก(ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเป็นดอกอะไร) และเห็นภูเขาที่มีฟิมะคลุมอยู่ลิบๆ เกิดมาก็เพิ่งจะเคยเห็น สวยโคตรรรร เสียดายชะมัดที่ตอนนั้นไม่ควักน้องพอลล่าขึ้นมาถ่ายรูปไว้ 

ขอบอกว่าถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็นรถไฟของประเทศที่เจริญแล้ว แต่แม่งก็ไม่ได้ดีกว่าบ้านเราเท่าไหร่ ยังคงสติวหวานเย็น ช้าและเลทได้อีก อ๋อ...ใช่ซี! ตั๋วถูกสินะ ...ลืมไป

ตามตามรางเค้าว่าต้องถึงเวนีซตอนประมาณ11โมงหรือราวๆนี้ แต่ปรากฏว่าถึงจริงๆแม่งเกือบเที่ยงฮับท่าน            แ้ล้วบรรยากาศ ณ ตอนนั้นก็แบบ ความสวยงามของวิวสองข้างทางก็เริ่มไม่เหลือ  แล้วเวลานั่งรถไฟจะเกิดอารมร์วิตกจริตอีกอย่างก้คือ กูจะลงถูกสถานีไหม๊ว๊า...จะนั่งเลยป่าวว้า? เพราะงั้นแม่งก็เลยแบบต้องชะเง้อดูทุกครั้งที่รถไฟชะลอตัว กลัวลงผิด

ลงรถไฟที่สถานี ซานต้า ลูเซีย (ไม่รู้ว่าเป็นไรกับซานต้าคลอสป่าวนะ) ก็เอากระเป๋าไปฝาก พี่ฝนไปเข้าห้องน้ำ ณ ตอนนั้นคือเหมือนนักท่องเที่ยวถล่มมากๆ แบบคนเยอะมาจากไหนคร้า!! ต่อคิวนานมากกกกกก กรุ๊ปทัวร์เยอะมากๆ ลูกเด็กเล็กแดกเต็มไปหมด สมกับเป็นเมืองท่องเที่ยว คนเยอะยิ่งกว่าบรู้คอีกกก

สถานีซานต้า ลูเซีย...คนเยอะจริงพับผ่า

แล้วแบบว่าตื่นเต้นมากเลยนะตอนนั้น เวนีซที่ใครๆเค้าว่าสวยกันเมพขิงๆเนี่ยะ มาเห็นกับตาแล้วจะเป้นยังไงน้า น้ำจะเน่าตามที่เค้าว่าๆกันมาไหมน้อ แล้วมันจะสวยเท่าในรูปที่เคยเห็นอ้ะป่าว...ยอมรับว่าค่อนข้างคาดหวังไว้สูงกับทั้งเวนีซแล้วก็โรม..ก็เลยส่งผลให้รู้สึกผิดหวังหน่อยๆไปตามระเบียบ

เวนีซของจริงต้องมีคลองและสะพาน

คลองตรงกลางเรื่องgrand canal เล่นง่ายอีกตามเคย  ส่วนการเดินทางในเวนีซก้มีหลายแบบ แต่หลักๆส่วนมากจะเดินทางด้วยเรือ อื้ม คล้ายๆเรือข้ามฟากตรงท่าพระจันทร์ วังหลังอะไรแบบนั้นเลยอ้ะ แต่ดูหรูกว่าหน่อย แล้วก็เรือจะแบ่งเป็นสายๆไป เรียกว่า เรือเมล์ นั่นหล่ะเหมาะ ส่วนการซื้อตั๋วก็ไม่ได้ซื้อเป็นสถานีๆแต่ซื้อเป็นรายชั่วโมง 1ชั่วโมงเท่านี้ 1วันเท่านี้ จะนั่งไปกี่สถานีก็ได้ อะไรทำนองนั้น ก็คุยกับพี่ฝนว่าจะไปลงไหนดีอ่านตามไกด์บุ๊คไทย(ที่ไม่ค่อยช่วยอะไรเท่าไหร่)เค้าว่าให้ไปลง San marco อารมณ์ว่าถ้าเมาเวนีซแล้วไม่ไปที่นี่จะเสียหมามากๆ แล้วเรื่องไรจะเสียหล่ะ?

วิวสองข้างทางเรียบ grand canal

บ้านเรือนเค้าสวยนะดูเก่าๆคลาสสิคดี สีฉูดฉาดตัดกันไปมา สวยอ้ะ แล้วก็มีเรือกอนโดล่าล่องไปมา ส่วนไอ้เราก็ได้แต่มองเพราะค่าเช่าแพงสลัดมากกก!! 

สวยเนาะะ

อ้อ....น้ำไม่เน่าจะขอโบกกก ใสกว่าเจ้าพระยาบ้านเราเยอะ

คลองเล็กคลองน้อยเยอะแยะไปหมด

มาอิตาลีไม่เจอศิลปกรรมรูปโดมก็ใช่ที่ ..ของดีเค้าเลย ว่างั้น

นั่งไปจนเกือบสุดสายก็ลงที่ป้าน San marco ลงมาปุ๊บก็เจอกับฝูงชนและบรรดาแผงลอยที่ขายหน้ากากคาร์นิวัล

น่าซื้อป้ะ....แต่เงินไม่ถึงว่ะค่ะ แพ๊ง!

สวนหย่อมแถวๆนั้น พวกฝรั่งบ้านนอกเห่อตากแดดกันอีกตามเคย

จตุรัส San marco คนเป็นล้าน!!

ก็อย่างที่บอกไว้ว่าคนอีตาเลี่ยนแม่งบ้าจตุรัส ไปที่ไหนก็ต้องมีจตุรัีสนั่นนี่เต็มไปหมด...เข้าใจทำเนาะ 

บนเสาสูงๆนั่นเป้นรูปสิงโตมีปีก สัญลักษณ์ของเวนีซเค้าหล่ะ

 

หอระฆัง(Campanile) อีกหนึ่งจุดเด่นของแถวนี้่

หอระฆังอะเกนน...แบบมุมต่ำและไร้ซึ่งผู้คน

Basilica di San Marco

 

มหาวิหารที่ไม่สามารถเข้าไปได้เพราะว่าคนเยอะมาก ได้แต่ยืนถ่ายรูปตาปริบๆแล้วเดินผ่านเลยอย่างเสียดายโคตร!!!

 

Palazzo Ducale อีกหนึ่งสถานที่ ที่ไม่สามารถทนรอต่อคิวอันยาวเหยียดไหวทั้งๆที่อยากจะเข้าใจจะขาด โฮฮฮ เรื่องมันเศร้า

นาฬิกาข้างๆมหาวิหาร พิเศษตรงที่บอกเวลาได้24ชั่วโมง บอกข้างขึ้นข้างแรม บอกเดือนบอกราศี ฯลฯ เจ๋งยิ่งกว่าคาสิโอ้ที่ข้่อมือคุณแน่นอน!

อีกมุมของ Piazza San Marco (เปียซซ่า ไม่ใช่พิซซ่า)

หลังจากจนมุมที่ San Marco ก็เลยเดินลัดเลาะไปอย่างเหงาหงอยเพราะไม่สามารถเข้าไปดูอะไรข้างในได้แม้แต่น้อยนิด คนเป้นล้าน!!~ โน้วว นี่ตรูถ่อมาไกลอีกซีกโลกเพื่อที่จะได้เชยชมเพียงแต่ผิวนอกหรือนี่...แต่ก้จะทำอะไรได้ นอกจากทำใจ คนมันเยอะ ต่อคิวไม่ไหวจริงๆ แล้วอีกอย่างก็ไม่รู้ว่าจะซาบซึ้งกับมันคุ้มกับเวลาที่ต่อคิวไหม ส่วนอีกเหตุผลก้คือว่า...ในชีวิตนี้คงไม่ใช่ครั้งเดียวที่ได้ไปเวนีซ ไว้มาคราวหน้าค่อยดูแบบละเอียดก็ได้วะ(ฝันไว้งั้นแต่ไม่รู้จะได้ไปอีกไหมนะ....)

เดินลัดเลาะไปตามซอกซอย ที่เวนีซนี่หลงง่ายจริงๆนะ ทางที่คิดว่าเราเดินเป็นเส้นตรงแต่จริงๆแล้วเรากำลังเดินไปทางไหนแบบว่า ไม่สามารถเดาได้ถูกเลยจริงๆ!

เดินผ่านร้านเจลลาโต้ ไหนๆก็เก็บท้องไม่ยอมกินเจลลาโต้ที่ไหนเพราะจะมากินที่อิตาลี แล้วเรื่องไรมาแล้วจะไม่ลองหล่ะ

โคนแรกสนนราคาไปเกือบ2ยู(แพงนะ เพราะร้านถัดไปมันยูเดียว แม่ม!) เป็นรส mix berryอ้ะ ที่นี่แม่งชิมไม่ได้ ไม่เหมือนบ้านเราด้วย คนขายแม่งขี้เหนียว!!~

แต่ อร่อย อ้ะ.....

คลองเล็กคลองน้อยตามซอกตามซอย ข้ามสะพานกันเป็นว่าเล่น 

เมืองเค้าเป้นบล็อกๆบ้านส่วนมากก็จะเป็นห้องแถวสี่เหลี่ยมๆๆๆ ดูเหมือนๆกันไปหมด จนช่วยไม่ได้ที่จะแบบว่ารู้สึกอิ่มๆเหมือนทิวลิปที่อัมสเตอร์ดัมหรือบ้านเรือนแถวบรู้ค

สวยนะ แต่มันก็เหมือนๆกันไปหมด

 

เดินไปเรื่อยๆเริ่มรู้สึกตัวว่าหลงมาพักนึงแล้วแต่ก็ดั้งด้นเดินต่อไป ท้องเริ่มร้อง เจอร้านขายsnack แบบtake out ไม่มีปัญญานั่งร้านหรูๆ(หรือไม่ต้องหรูมาก)เลยอ้ะ รู้สึกว่าแพงไปหมดทุกอย่างยังไงไม่รู้วววว บอกไม่ถูก อารมณ์เหมือนบรู้ค(small venice)เลยทีเดียว ทั้งที่ตอนกินมื้อเย็นราคาก็ไม่ได้โหดมากมาย ที่จริงถูกกว่าบรัสเซลซะอีกแน่ะ

มื้อเช้าควบเที่ยงเป็นอะไรก็ไม่รู้ แต่ว่าชิ้นใหญ่มาก มันเป้นแป้งพิซซ่าที่มีแฮมแล้วก็ผักอีกเป็นตันในนั้น เหมือนจะแข็งแต่นิ่มนะ(ฟันข้าพเจ้ากัดอะไรไม่ค่อยเข้ายังกัดได้)ที่สำคัญ อร่อยและถูก...ชิ้นบึ้มอิ่มไปถึงชาติหน้า ราคา3ยูเอง

เดินไปกินไป ชอบบ้านสีเหลืองแบบที่ไม่มีนัยยะทางการเมืิองใดๆ

โอ๊ยอิจฉา..อยากมีแควน!!

หลังจากเดินวนเรื่องเปื่อย(หลงนั่นแหละ)เราก็กลับมาสู่grand canalโดยไม่รู้ตัว เดินข้ามสะพานไปอีกฝั่ง ตั้งใจจะไปดูพิพิธภัณฑ์เพกกี้ กุ๊กเก้นไฮม์ แบบว่า no idea ว่าชีเป้นใครอ้ะนะ แต่จริงอยากไปดูผลงานของปิกัซโซ่มากกว่าเดินไปที่ท่าเรือ Accdemia แล้วก็มองหาตัวเลข 704(อารมณ์บ้านเลขที่นั่นหล่ะ) บ้านที่เวนีซเค้าจะมีตัวเลขบอกหน้าบ้าน ดูงงๆเพราะแม่งไม่เรียงกัน หลงง่ายสุดๆ!! แต่สุดท้ายก็เจอ โดนค่าเข้าไปหลายยูอยู่เหมือนกัน แต่ได้ใช้บัตรนักศึกษาลดไป

ชอบอ้ะ อันนี้ติดอยู่ตรงกำแพง ถ้าตอนกลางคืนเปิดไฟคงสวย

ที่นี่มันเป็นอารมณ์พิพิธภัณฑ์ของmodern artเลยนะ เป็นเหมือนคอลเลคชั่นส่วนตัวของเจ้เพกกี้ที่ชีซื้อสะสมตามประสาคนรวยแล้วพอชีตายก็เลยเปิดให้คนเข้าชมอะไรทำนองนั้น คนรวยทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด

ที่สำคัญคือว่า ดูไม่รู้เรื่องอ่ะ!!!

เข้ามิวเซียมที่ไหนๆก็ยิ่งทำให้คิดถึงลูฟร์ เริ่มรักปารีสขึ้นมามั่งแระ เพราะส่วนมากมิวเซี้ยมที่ประเทศอื่นๆอาทิเช่นที่บรัสเซล แม่งค่าเข้าแพ๊ง แต่ข้างในกากเหี้ยๆไม่มีอะไรเล้ย...ลูฟร์ 9 ยู ดูไปเหอะ นั่งนอนได้ทั้งวันกันเลยทีเดียว

มีปิกัสโซ่อยู่2รูปมั้ง ดูแล้วก็ไม่รู้เรื่อง พยายามจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจอ้ะ คิดถึง Van Goh

เดินแป๊บเดียวก็หมดเพราะดูไม่รู้เรื่องอีกอย่างก็เรื่องเหนื่อยเริ่มง่วง เมื่อเช้าตื่นเช้าเกิ๊นแล้วก็ตอนนั่งรถไฟกแทบจะไม่ได้หลับ การเที่ยวติดกันยาวๆเริ่มออกฤทธิ์ละ

เดินหลงต่อ....ที่ไหนก็ไม่รู้ววว

หลง มั่ว

ที่ไหนก็ไม่รู้ววววว

หลังจากหลงไปพักใหญ่ก็เลยกลับไปเริ่มต้นที่ท่าเรือ ตั้งใจว่าจะไปโบสถ์อะไรสักอย่างนึง ก็เดินมั่วไปจนเจอค่าเข้าโบสถ์ประมาณ1ยูมั้ง ถูกดี สวยอยู่นะ แต่ยังไงก็สู้ฝรั่งเศสไม่ได้(ทีนี้หล่ะรักปารีสขึ้นมาเชียว) ดูอะไรอีกสองสามอย่าง กินไอติมอีกถ้วยแล้วก็ง่วงตาจะปิดเลยชวนพี่ฝนว่าไปนั่งเรือชมวิวกันเหอะ

อยากบอกว่าวางแผนผิดโคตรๆเรื่องตั๋วเรือ แบบว่าเสียงเงินกับตั๋ว1ชั่วโมงไปหลายครั้งมากทั้งๆที่น่าจะซื้อตั๋ววันไปเลย ชริ....

เดินจนเย็นก็คิดว่าพอละเวนีส... พอละ เตร็ดเตร่หาข้าวเย็นกินละ เพราะตั๋วรถไฟมันตั้ง3ทุ่ม แล้วตอนนั้นมันเพิ่งจะ6โมงหรืออะไรทำนองนี้อ้ะก็เดินปเจอร้านนึง dinner course 11ยู ก็ไม่ได้คาดหวังไรมากหรอกนะ กินๆไปเอะ ถูกดี

ตั้งโต๊ะ

น้ำแพ๊ง!ไม่ว่าจะที่ไหน

หนมปังกับขาไก่ คิดเพิ่ง2ยูต่อคนนะจ๊าา ตอนกินไม่รู้ไงคิดว่าฟรีเหมือนที่ปารีส

สปาเกตตี้ซีฟู้ดกันทั้งสองคน.....ไม่ชอบอ้ะ เส้นอัลเดนเต้เกิน แข็ง ไม่แซ่บ ไม่ปลื้ม....เพลีย!

starter เป็นสลัด...กากมาก คิดว่าจะหรูกว่านี้หน่อย ชริ....

อันนี้ปลาแซลมอน ของใครจำไม่ได้ละ

ตับของพี่ฝนแน่นอน!(ออนไม่กินตับ)

แล้วมื้อเย็นก็จบลงอย่างไม่ประทับใจสุดๆ ไม่น้า... อุตส่าห์เก็บท้องมาเพื่อกินสปาเกตตี้ที่อิตาลีเข้าใจป้ะว่าคาดหวังไว้สูง...แล้วมันไม่อร่อยเชรี่ยๆ หนูผิดหวังงงง   

เฟลโคตรรร เดินกลับไปนั่งรอรถไฟที่สถานี นั่งหลับกันเลยอ้ะคับ เพลียกันสุดๆ (เกิดมาก็เพิ่งจะเคยนั่งหลับที่สถานีรถไฟ...กากจริงๆทริปนี้)

ระหว่างที่รอรถไฟก็พยายามสรุกว่าเวนีซวันนี้เป็นยังไง ซึ่งข้าพเจ้าก้มีความเห็นส่วนตัวว่าค่อนข้างจะรู้สึก ผิดหวังนิดๆอย่างบอกไม่ถูก

แบบว่าคาดหวังสูงกับประเทศนี้จริงๆนะ มิลานน่ะได้ใจเลยเพราะว่าไม่ได้คาดหวังอะไรมาก่อน ไม่คิดว่าจะมีดูโอโมสวยๆขนาดนั้นอยู่ด้วยซ้ำ ส่วนเวนีซ...ก้ไม่ได้แย่อ้ะ น้ำก็ไม่เน่า เป็นสีฟ้าหม่นๆ บ้านเมืองก็สวย อะไรก็ดี แต่มันก็แบบ...แค่นี้? บอกไม่ถูกเหมือนกันแหะ  คงจะอิ่มๆนั่นแหละ เพราะมันก็สวยแต่สวยๆเหมือนกันไปหมด..เฮ้อ เค้าไม่เข้าใจตัวเองอ้ะ!!

 

หลับกันไปหายตื่นอยู่รถไฟก็มา ตั๋วที่ซื้อไปโรมเป็นตั๋วกลางคืน ตั๋วนอนนั่นแหละง่ายๆ แ่ต่ว่าต้องนั่งรถจาก ซานต้า ลูเซียไปอีกสถานีนึงก่อน แล้วเปลี่ยนรถเพื่อไปโรมอีกที 

เอากันซีครับ!! นอนบนรถไฟ ไปโรม!! อิตาลีที่ขึ้นชื่อว่ามิจฉาชีพเยอะสุดๆ เท่าที่อ่านมาในหนังสือนำเที่ยวนี่แบบโคตรไม่อยากนั่งรถนอนตนกลางคืนไปโรมเพราะว่ากลัวของถูกขโมยมากๆ เค้าเขียนไว้ว่าขนาดเอาไว้บนตักแม่งยังเปิดแล้วหยิบไปได้ กลัวนะเนี่ย! แต่ก็ทำไงได้ เรามันงบน้อยและเวลาจำกัด เสี่ยงก็ต้องเสี่ยงอ้ะ!!

ทริปนี้แบบว่าทรหดเหมือนกันนะ ไปยืนรอรถไฟที่อีกสถานีนึงตอนประมาณ5ทุ่ม หนาวโคตรพ่ออ้ะ! อิตาลีนี่กวนตีนอยู่นะ แบบกลางวันแม่งร้อนมากอ้ะ กลางคืนก็หนาวสะบัด เอาใจยากสุดๆหนาวไม่พอ ดูเปลี่ยวๆอีกต่างหาก ร้านเริ้นก็ปิดกันหมด เหลืแต่พวกหมู่เอาแล้วก้ใครก็ไม่รู้หน้าตาก็ไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่ อีกฝั่งแม่งมีพี่มืดมารวมกลุ่มตะโกนห่าเหวไรไม่รู้

หนูกลัววววว....

 

แต่ในที่สุดรถไฟก็มา และแน่นอนมันมาเลท!! แง่ม!!!

เฮ้อ...ขึ้นรถไฟตู้นอนแบบนั่ง ที่นั่งที่จองไว้ก็เจือกมีคนนั่งก็เลยต้องไปนั่งตู้อื่นแทน แล้วก็โคตรกลัวมีคนมาไล่ที่

เวงตะไลสุดๆ

ถือจะหลอนๆวิตกจริตแต่สดท้ายข้าพเจ้าก็หลับได้ง่ายๆเพราะความเพลีย

กลับมาคิดอีกทีแล้วแม่งเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ยากจะลืมเลือนจริงๆว่ะพี่ฝน

ตอนนี้นอนไปก่อน เดี๋ยวถึงโรมแล้วจะปลุกนะ!

 

 

 

ไปเที่ยวเชียงใหม่มา อยากอัพมากมาย แต่เอาอันนี้ให้จบก่อนละกันนะ เหลือโรมอีกเมืองเดียวเองงง

 

Comment

Comment:

Tweet

บังเอิญหลงเข้ามาดู คิดถึงเวนิสเช่นกันค่ะ เพื่งจะทำความรู้จักกับ blog นี้ กำลังจะอัพเรื่องที่ไปอิตาลีเช่นกันค่ะ


ปล. สำหรับ comment ด้านล่าง แนะนำว่ามีร้านขายไอติมเจลาโต้ที่สถานีรถไฟฟ้า BTS หมอชิต อยู่ประตูออก 1 (ฝั่งสวนจตุจักร ถ้าจำไม่ผิด) เป็นร้านเล็กๆมีแค่ตู้ไอติมกับคนขายค่ะ ไปกินมาแล้ว อร่อยใช้ได้ ราคาประมาณห้าสิบกว่าบาท พอๆกับที่อิตาลีเลยค่ะ

หากมีใครบอกแล้ว ขออภัยด้วยนะคะ confused smile
เพราะเราเหนื่อยละมั้ง เลยไม่โอ้โหกับเวนิซมากมาย
ทั้งๆที่ตอนนี้ พอมานั่งนึกๆดูเวนิซมันสวยนี่หวา
ทำไมตอนนั้นตูไม่ใคร่จะตื่นเต้นฟะ
สงสัยต้องค้างคืน ไปเกาะอื่น นั่งเรือกอนโดล่ามั้ง

นั่งรถไฟข้ามคืนนี่มันทรมานจริงๆ ดีที่ถึงโรมโดยไม่หลงสถานี

#3 By phonn (77.104.19.230) on 2009-07-15 19:39

เจลลาโตน่ากินที่สุดในสามโลกกกกกกกกก!!!!!

แต่ไม่มีบุญไป หาที่ไทยกินไปพลางๆละกัน (มีร้านแนะนำมะ?)

ชอบป้ายไฟที่แกถ่ายมา สวยดีๆ

เห็นเวนิซแล้วนึกถึงฟิกที่เคยแต่ง...เมื่อนานมาแล้ว *ทอดสายตาไปไกล*

อื้ม ของไม่หาย ยินดีด้วย~

#2 By invisible_man on 2009-07-14 12:54

ไม่โดนฉกกระเป๋า...ถือว่าโชคดี...
big smile